ธรรมชาติในแต่ละพื้นที่ล้วนมีทั้งพืชและสัตว์หลายสายพันธุ์หลากรูปร่างหน้าตา ตัวไหนมีสีสันโดดเด่นสะดุดตาก็จะเป็นที่สังเกตเห็นและถูกจดจำได้ง่าย ส่วนตัวไหนสีหม่นๆ ทึมๆ มีนิสัยชอบหลบซ่อน ก็ยากที่จะมีคนรู้จักหรือพบเห็น
แนวคิดการอนุรักษ์ธรรมชาติจึงมีทฤษฏีที่ถือปฏิบัติกันมากว่า 5 ทศวรรษ เพื่อให้งานอนุรักษ์ได้รับการสนับสนุน โดยการใช้สัตว์ตัวใหญ่ ขนปุกปุย น่ารักน่าชังเป็นตัวชูโรง เพราะเป็นที่รู้จักของผู้คนและอยากสนับสนุนให้มีการอนุรักษ์สัตว์ชนิดนั้นๆ ให้คงอยู่ไปชั่วลูกชั่วหลาน

ส่วนเจ้าสัตว์ตัวเล็กที่มีนิสัยชอบหลบซ่อน คนทั่วไปจะไม่รู้จักบ้างก็ไม่เป็นไร เพราะสัตว์ตัวใหญ่น่ารักนั้นได้ทำหน้าที่เป็นดั่งร่ม (umbrella species) เมื่อเราอนุรักษ์พื้นที่ให้สัตว์ที่เป็นซุป’ตาร์อยู่ได้ สิ่งมีชีวิตทุกอย่างที่ร่วมอาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกันนั้นก็ย่อมได้รับอานิสงส์ ได้รับการอนุรักษ์คุ้มครองไปด้วย ในหลายประเทศจึงยึดถือแนวคิดร่มนี้ จัดตั้งพื้นที่อนุรักษ์ให้แก่สัตว์ที่ใช้พื้นที่ป่าผืนใหญ่ เช่น ช้าง เสือ
เมื่อพูดถึงสัตว์ป่าที่ใครเห็นเป็นต้องหลงรัก หนึ่งในนั้นเห็นจะเป็นแพนด้า รัฐบาลจีนจึงอาศัยแพนด้าเป็นเสมือนทูตสร้างสัมพันธไมตรี มีการส่งแพนด้าไปยังสวนสัตว์ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก คนไทยเราก็คลั่งไคล้แพนด้าไม่แพ้ชาติใดในโลกเช่นกัน พิสูจน์ได้จากยอดผู้เข้าชมสวนสัตว์เชียงใหม่ที่เพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ ยังไม่รวมการเปิดช่องเคเบิลทีวี Zoo Channel ถ่ายทอดสดชีวิตแพนด้าทางหน้าจอทุกวัน
ผลจากแฟนคลับที่ไปเยี่ยมชมและคอยติดตามสนับสนุนแพนด้านี้ ทำให้สวนสัตว์มีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถนำผลกำไรไปช่วยอนุรักษ์สัตว์ป่าได้อีกหลายชนิด เรียกว่า “ทฤษฎีร่มเงาในการอนุรักษ์” นี้ นอกจากจะเป็นการช่วยสัตว์ป่าในพื้นที่ธรรมชาติแล้ว ยังใช้ได้ผลในสวนสัตว์เช่นกัน
ส่วนแพนด้าในธรรมชาตินั้นสามารถพบได้ที่จีนเพียงประเทศเดียวในโลก จึงเป็นสัตว์ประจำชาติที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง มีการประกาศพื้นที่ป่าอนุรักษ์เพื่อแพนด้า และมีกฎหมายคุ้มครองที่ศักดิ์สิทธิ์จนเกิดผลสำเร็จ ทุกฝ่ายต่างดีใจที่ประชากรแพนด้าเพิ่มขึ้น กระทั่งในปี 2559 มีการประเมินและเปลี่ยนสถานภาพของประชากรแพนด้า จาก “ใกล้สูญพันธุ์” (endangered) เป็นเพียง “ถูกคุกคาม” (threatened)

แล้วสัตว์ชนิดอื่นๆ ในพื้นที่อนุรักษ์แพนด้าล่ะ ได้รับการคุ้มครองและมีประชากรเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกับแพนด้าหรือไม่ เพื่อตอบข้อสงสัยนี้ คณะนักวิจัยจากจีนและสหรัฐอเมริกาได้ทำงานวิจัยร่วมกันเพื่อพิสูจน์หาข้อเท็จจริง
เริ่มจากการวิเคราะห์งานวิจัยในอดีต พบว่าเป็นการศึกษาเพียงระยะเวลาสั้นๆ อาจแค่ปีเดียว จึงมิได้คำนึงถึงความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่เมื่อระยะเวลาผ่านไป เช่น บริเวณโดยรอบป่าถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่เกษตรกรรม สภาวะโลกร้อนทำให้ภูมิอากาศแห้งแล้ง ฝนไม่ตกตามฤดูกาล
งานวิจัยครั้งใหม่นี้จึงติดตามสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมขนาดใหญ่จำนวน 8 ชนิดที่อาศัยอยู่ในป่าอนุรักษ์ 67 ผืน ซึ่งเป็นพื้นที่อนุรักษ์แพนด้าในประเทศจีน มีการติดตั้งกล้องดักถ่ายสัตว์ป่าจำนวน 556 จุด ซึ่งจะถ่ายภาพสัตว์ที่เดินผ่านหน้ากล้องโดยอัตโนมัติ พร้อมกับศึกษาความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่และผืนป่าโดยใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียมในช่วงระหว่างปี 2544-2546 และ 2554-2556
เมื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ ก็พบว่าแพนด้ามีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นจริง แต่มีสัตว์ 3 ชนิด คือ หมีควาย กวางมัสก์ป่า และเลียงผาจีน ซึ่งอยู่ในผืนป่าเดียวกันกับแพนด้า แต่ถิ่นอาศัยกลับถูกทำลาย มีสภาพแย่ลง



สาเหตุดังกล่าวมาจากเจ้าหน้าที่ผืนป่าเน้นการบริหารจัดการเพื่ออนุรักษ์แพนด้า นั่นคือ การอนุรักษ์และเน้นปลูกไผ่ที่เป็นอาหารของแพนด้า แต่พื้นที่ซึ่งถูกใจแพนด้านั้นกลับไม่เหมาะสำหรับสัตว์บางชนิด เช่น กวาง หมีควาย ซึ่งชอบป่าและพุ่มไม้ที่ระดับความสูงต่ำกว่า ในขณะที่แพนด้าชอบอยู่ป่าไผ่บนภูเขาสูง การอนุรักษ์ที่เน้นปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เหมาะแก่แพนด้าโดยไม่คำนึงถึงชีวิตความเป็นอยู่ของพืชและสัตว์ชนิดอื่นๆ จึงเกิดผลเสียตามมา
งานวิจัยนี้พิสูจน์ได้ว่า แม้ในภาพรวมดูเหมือนสัตว์หลากหลายชนิดจะอาศัยอยู่ในผืนป่าใหญ่เดียวกัน แต่เมื่อสังเกตลึกลงไปถึงพฤติกรรมการดำรงชีวิตที่แท้จริง จะพบว่า สัตว์แต่ละชนิดนั้นใช้พื้นที่ป่าคนละส่วน หลบอาศัยคนละจุด กินอาหารคนละชนิด และพื้นที่ไม่ได้ทับซ้อนกัน ดังนั้น แม้จะอยู่ในป่าผืนเดียวกันจึงมีอัตราการอยู่รอดขยายพันธุ์ไม่เท่ากัน
ผลวิจัยออกมาเช่นนี้ก็มิได้หมายความว่าให้เราเมินเฉยและทอดทิ้งเจ้าสัตว์โดดเด่นชูโรง การใช้สัตว์ที่เป็นดาวเด่นในการประชาสัมพันธ์นั้นก็ยังมีความจำเป็น เพราะคนทุกระดับชั้น ตั้งแต่ชาวบ้านไปจนถึงนักการเมือง รู้จักมักคุ้นและให้ความ สำคัญกับสัตว์ตัวใหญ่น่ารักเป็นอันดับแรก
แต่ผู้บริหารพื้นที่อนุรักษ์จะต้องอาศัยประโยชน์จากการจัดสรรงบประมาณและความสนใจในสัตว์โดดเด่นเหล่านั้น โดยไม่ลืมที่จะอนุรักษ์และจัดการสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับทุกสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ที่อยู่อาศัยร่วมกันในพื้นที่นั้นด้วย เมื่อรักษาระบบนิเวศวิทยาให้มีความสมบูรณ์และหลากหลายเช่นนี้ได้ ก็จะสามารถอนุรักษ์ทุกชีวิตในพื้นที่ธรรมชาตินั้นให้ยั่งยืนตลอดไป

