HILIGHT!
• นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ หรือหมอหม่อง ปัจจุบันเป็นหมอโรคหัวใจ เป็นอาจารย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยอาชีพหมอคืองานชุบชูใจ ขณะที่งานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมคืองานหลักต้องทำ เพราะโลกใบนี้ต้องการการรักษา
• ชีวิตวัยเด็กหล่อหลอมความรักในธรรมชาติและสิ่งมีชีวิต แม่คือผู้ปลูกฝังแนวคิดคนกับสัตว์เท่าเทียมกัน และเป็นต้นแบบของการเป็นนักสื่อสารธรรมชาติ ขณะที่ “หมอบุญส่ง เลขะกุล” คือไอดอลด้านการอนุรักษ์ ผู้สร้างแรงบันดาลใจในด้านการสื่อสาร จากการพยายามเอาความรู้เรื่องสัตว์ไทยมาเผยแพร่ให้คนไทยและเยาวชนรุ่นหลังได้รู้จัก เห็นคุณค่า ผ่านการเล่าเรื่องที่สนุก เข้าใจง่าย
• สิ่งที่เป็นแพสชั่นวัยเด็กกลายมาเป็นงานหลักในชีวิต จากจุดเปลี่ยนวันหนึ่งที่พบกระทิงถูกฆ่าตัดหัวกลางป่าเขาใหญ่ รู้สึกสะเทือนใจจนต้องลุกขึ้นมาทำงานด้านสิ่งแวดล้อม โดยใช้แนวทางพาคนออกไปทำความรู้จักสิ่งแวดล้อมรอบตัวเพื่อสื่อสารเรื่องราวให้เข้าใจระบบธรรมชาติ เพราะเชื่อว่าการอนุรักษ์ต้องใช้ทั้ง “ความรัก” และ “ความรู้”
• วิธีคิดบวกของหมอหม่องในการทำงานอนุรักษ์ ก็คือแม้ไม่รู้ว่าในที่สุดการต่อสู้นี้จะชนะหรือเปล่า แต่ก็เชื่อในศักยภาพของมนุษย์ว่าจะสามารถหาหนทางเอาชนะได้ และระหว่างทางขอเลือกเก็บชัยชนะเล็กๆ ในทุกวันไว้เป็นความภาคภูมิใจ
• หมอหม่องเชื่อว่าเทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเกินไป แต่คนต้องอยู่อย่างเกื้อกูลธรรมชาติ แล้วใช้เทคโนโลยีมาทำให้เราใช้ทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ก่อผลกระทบน้อยที่สุด
แมกไม้แวดล้อมรอบบริเวณบ้านให้ความร่มครึ้มสงบเงียบ อย่างไม่น่าเชื่อว่าเรากำลังอยู่ใจกลางเมืองย่านสุขุมวิท และยิ่งนึกภาพตามแทบไม่ออกเมื่อ นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นักอนุรักษ์รางวัลลูกโลกสีเขียว หรือที่คนคุ้นเคยเรียก “หมอหม่อง” เล่าว่าสมัยเด็กๆ รอบบริเวณบ้านหลังนี้เป็นท้องนา ซึ่งการได้เติบโตมาท่ามกลางธรรมชาติกลางแจ้ง ได้สัมผัสต้นไม้ใบหญ้า คลุกคลีกับสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยรอบๆ ตัวนี่เองที่ถือเป็นหนึ่งปัจจัยในการหล่อหลอมความรักความหวงแหนธรรมชาติ กระทั่งชักนำไปสู่การได้พบเจอกับ “ไอดอลนักอนุรักษ์” อย่างนายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล เมื่อตอน 10 ขวบ และนั่นยิ่งเป็นการตอกย้ำแพสชั่นในตัวพร้อมจุดประกายแนวคิดนักอนุรักษ์มาตั้งแต่วัยเด็ก
ในวาระถือกำเนิดเว็บนิยมไพร จึงเป็นโอกาสอันดีที่เราได้นัดพบหมอหม่อง เพื่อพูดคุยกันถึงเรื่องราวของธรรมชาติ การอนุรักษ์ รวมถึงย้อนความทรงจำรำลึกถึง “หมอบุญส่ง” ด้วยกันอีกครั้ง

“ปัญหาใหญ่ของโลกเราตอนนี้มีอยู่ 3 อย่าง เรียกว่า Planetary Boundaries คือขีดจำกัดความปลอดภัยของโลกนี้ในการรักษาตัวเองได้ให้เดินต่อไป มีเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ เรื่องของก๊าซเรือนกระจก (Climate Change) และเรื่องไนโตรเจนโอเวอร์โหลด แต่เรื่องใหญ่ที่สุดที่ควรจะต้องเข้าใจและเร่งด่วนมากคือ เรื่องการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ การสูญพันธุ์ของพืช ของรา ของจุลชีพ ของอีกหลายอย่างที่เรามองไม่เห็นตัวด้วยนะ”
นักอนุรักษ์รางวัลลูกโลกสีเขียว (ครั้งที่ 9 ประจำปี 2550) เริ่มต้นบทสนทนาด้วยการชี้ให้เห็นสถานการณ์เร่งด่วน ที่ควรใส่ใจแก้ไขและให้ความสำคัญ ก่อนพาย้อนอดีตกลับไปสู่จุดตั้งต้นซึ่งสะท้อนที่มาว่าอะไรคือแรงจูงใจของความหลงใหลในความหลากหลายของสรรพสัตว์และสิ่งมีชีวิตรอบตัว
จุดเริ่มต้นความรักในทุกสรรพสิ่ง
“ผมคิดว่าเด็กจำนวนไม่น้อยชอบเรื่องสัตว์อยู่แล้วนะ ตัวอะไรที่เราไปเห็น กระรอก กระต่าย ตัวเล็กตัวน้อย
เราก็ตื่นเต้น ที่บ้านผมเมื่อก่อนตรงนี้เป็นท้องนา มีคลองอยู่ข้างหน้า มีสัตว์ มีสิ่งมีชีวิตต่างๆ ให้เราได้สัมผัสธรรมชาติ ใกล้ชิด และเด็กสมัยนั้นของที่จะเอนเตอร์เทนเรามีไม่เยอะน่ะนะ ไม่มีมือถือ คอมพิวเตอร์ เราเบื่อไม่รู้จะทำอะไรก็ออกไปเล่นกลางแจ้ง ปีนต้นมะพร้าว ช้อนลูกอ๊อดหลังบ้าน ฯลฯ หายไปทั้งวันจนแม่ต้องเรียกมากินข้าว”
นอกเหนือจากมีธรรมชาติเป็นของเล่นวัยเด็กแล้ว อีกสิ่งที่ปลูกฝังความรักในมวลสรรพชีวิต ก็คือนิทานก่อนนอนของผู้เป็นมารดา ม.ร.ว.สมานสนิท สวัสดิวัตน์
“แม่เป็นคนที่มีความรักและมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องสัตว์ต่างๆ เยอะมาก แล้ววิธีเล่าของแม่จะไม่ได้เล่าแบบแห้งๆ เหมือนในตำรา แม่สามารถเล่าแล้วให้เห็นความสำคัญ มีเรื่องราว มีนิสัย พฤติกรรมต่างๆ ที่น่าเรียนรู้ ให้ความรู้สึกเหมือนสัตว์นั้นมีตัวตน มีคาแรกเตอร์ เป็นปัจเจกสัตว์ ทำให้เราได้เห็นความเชื่อมโยง มันทำให้ผมรู้สึกเคารพว่าทุกชีวิตมีสิทธิในการดำรงชีวิตในโลกนี้ไม่น้อยไปกว่าเรา และแม่นี่แหละที่จะเป็นคนสื่อความหมายให้เรา อย่างเวลาพาไปสวนสัตว์ เราก็ชอบนะเห็นสัตว์ แต่พอเห็นสัตว์ที่ได้รับการดูแลไม่ดี เราก็รู้สึกหดหู่ แม่ก็จะพูดให้เข้าใจว่า สัตว์ที่อยู่ในกรงเป็นตัวแทนผู้เสียสละของเผ่าพันธุ์มันนะ ที่มันมาอยู่ตรงนี้เพื่อให้เราได้รู้จัก แต่ชีวิตมันก็เศร้าเนอะที่ต้องมาอยู่อย่างนี้ เราก็จะเกิดมุมความคิดว่ามนุษย์เราจริงๆ ไม่มีสิทธิ์ทำอย่างนี้กับเขา แม่จะแทรกเรื่องของมุมมองความคิดว่ามนุษย์เราไม่ใช่จุดสูงสุดของยอดปิรามิด เราเป็นเพียงหนึ่งในระบบนิเวศ มุมมองแบบ ‘อีโค’ ไม่ใช่ ‘อีโก้’ ก็อยู่กับเรามาตลอด “แต่ยุคนั้นมันขาดแคลนแหล่งข้อมูลมากเลย หนังสือเรื่องสัตว์มีไม่กี่เล่ม กระทั่งเห็นหนังสือของหมอบุญส่ง เล่มแรกที่เห็นน่าจะเป็นธรรมชาตินานาสัตว์สักตอนหนึ่ง แล้วก็มีสารนิยมไพรสมาคม เล่มแรกที่ผมอ่านเองจำได้ว่าหน้าปกเป็นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงถ่ายกับนกปากห่างที่วัดไผ่ล้อม ผมเห็นนกปากห่าง แล้วอยากไปดู แม่ก็เลยพาไปดูที่วัด”
“แม่เป็นคนที่มีความรักและมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องสัตว์ต่างๆ เยอะมากแล้ววิธีเล่าของแม่จะไม่ได้เล่าแบบแห้งๆ เหมือนในตำรา แม่สามารถเล่าแล้วให้เห็นความสำคัญ มีเรื่องราว มีนิสัย พฤติกรรมต่างๆ ที่น่าเรียนรู้ ให้ความรู้สึกเหมือนสัตว์นั้นมีตัวตน มีคาแรกเตอร์ เป็นปัจเจกสัตว์ ทำให้เราได้เห็นความเชื่อมโยง มันทำให้ผมรู้สึกเคารพว่าทุกชีวิตมีสิทธิในการดำรงชีวิตในโลกนี้ไม่น้อยไปกว่าเรา”
แรงบันดาลใจจาก “หมอบุญส่ง”
“ตอนนั้นผมรู้จัก เจอรัลด์ เดอร์เรลล์ (Gerald Durrell) นักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ เป็นคนเขียนหนังสือเกี่ยวกับสัตว์ที่สนุกมาก ตลกมาก เขาก่อตั้งสวนสัตว์เจอร์ซีย์ เพื่ออนุรักษ์สัตว์หายากทั่วโลก พอเราได้อ่านหนังสือของ หมอบุญส่งแล้วก็ ว้าว ในประเทศไทยเราก็มีแบบนี้ด้วย รู้สึกว่าตื่นเต้นมาก อยากเจอ อยากรู้จักมาก เหมือนเป็นไอดอลน่ะ (หัวเราะ) คือตอนเด็กเราสนใจเรื่องนี้ แต่บางทีก็ไม่รู้จะถามใคร แลกเปลี่ยนกับใคร เพื่อนก็ไม่รู้เรื่อง ตำราก็ไม่มีให้อ่าน คุณแม่ก็จะรู้เรื่องสัตว์ฝรั่ง เพราะเกิดและเติบโตที่อังกฤษ แต่สัตว์ในไทยไม่มีใครรู้ คุณแม่ก็เลยโทรศัพท์ไปขอนัดพบคุณหมอบุญส่ง ทั้งที่คุณแม่ก็ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว
“แล้วในที่สุดเราก็ได้ไปหาคุณหมอที่คลินิกท่านที่เจริญกรุง ผมยังเด็กมาก น่าจะอยู่สัก ป.3 มั้ง หมอบุญส่งท่านก็ต้อนรับผมกับคุณแม่ดีมาก ชวนเข้าไปดูในห้องทำงาน ท่านคงรู้สึกดีใจมั้งที่เด็กคนนี้มันถ่อมาถึงบ้านอยากจะมาคุย รายละเอียดผมจำไม่ได้มาก แต่คุยเรื่องสัตว์นั่นแหละเยอะ แล้วก็ได้ดูนกในลิ้นชัก ผมยังจำกลิ่นลูกเหม็นได้ มันแรงมาก (หัวเราะ) ห้องทำงานของท่านก็ โอ้โห เขาสัตว์เยอะแยะ ตอนนี้ย้ายไปอยู่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาหมดแล้ว ผมเคยเห็นภาพห้องทำงานของนักชีววิทยา สัตววิทยาชาวฝรั่งเศส ชื่อ ทัวดอร์ อองรี พอได้ไปเห็นห้องทำงานของคุณหมอเข้า ก็โอ๊ะ เหมือนกันเลย ตอนนั้นท่านกำลังทำหนังสือ Bird Guide of Thailand อยู่ น่าจะเป็นเล่มสอง แล้วท่านก็ชวนผมไปดูนก บอกว่ามีจัดทริปของชมรมดูนกให้มาด้วยกัน ตอนนั้นแวดวงดูนกสมัยก่อนเป็นกลุ่มคนต่างชาติซะเยอะ คนไทยไม่ค่อยมี แล้วยิ่งเป็นเด็กก็ไม่มีอยู่แล้ว วันนั้นผมใช้เวลาอยู่กับหมอบุญส่งนานนะ น่าจะสัก 2 ชั่วโมงได้ ถ้าจำไม่ผิดออกมานั่งคุยกันตรงระเบียงนอกห้องติดกับสวน นั่งคุยกันตรงนั้นยาวเลย”
การได้พบบุคคลซึ่งถือเป็นฮีโร่วัยเด็กในครั้งนั้นไม่เพียงเป็นความประทับใจที่ตรึงแน่นอยู่ในความทรงจำ หากยังเป็นการยืนยันความชอบ ซึ่งในที่สุดก็กลายเป็นแรงบันดาลใจให้หมอหม่องก้าวสู่เส้นทางอนุรักษ์จนถึงทุกวันนี้
“มีความรู้สึกว่า โอ้โห มีเรื่องน่ารู้เยอะแยะไปหมด สนุกมาก และอยากที่จะค้นคว้าเรียนรู้เรื่องต่างๆ เพิ่มขึ้น เพราะเห็นว่าศาสตร์ทางด้านนี้มันกว้างใหญ่ มีอะไรมหัศจรรย์ให้เราเรียนรู้มากมายไปหมด บ้านเราอาจจะมีนักวิชาการด้านสัตววิทยา แต่คนที่พยายามที่จะถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ และเห็นความสำคัญของเยาวชนที่เขาจะสร้างจิตสำนึกสิ่งเหล่านี้ให้กับคนรุ่นหลัง ผมว่าสมัยนั้นมันไม่มีเลย สิ่งที่หมอบุญส่งทำเป็นการสร้างแรงบันดาลใจ การสร้างเด็กรุ่นใหม่ให้มาสนใจเรื่องเหล่านี้ เหมือนโอเอซิสกลางทะเลทราย เพราะว่าเราไม่มีข้อมูลเหล่านี้เลย คนรู้จักแพนด้า ยีราฟ ม้าลาย แต่เราไม่รู้ว่าหมีขอ หมีควาย หน้าตาเป็นยังไง ไม่รู้จักวัวแดง ไม่รู้จักสัตว์ของไทย เพราะฉะนั้นถ้าเรามีของมีค่าอยู่ในบ้านเรา แล้วเราไม่รู้ค่า ถ้าไฟไหม้หรือขโมยขึ้นบ้าน เราก็จะเฉยๆ กระบวนการอนุรักษ์มันเริ่มต้นจากคุณต้องรู้จักก่อน ถ้าไม่รู้จักก็ไม่เห็นคุณค่า ไม่เห็นคุณค่า ก็ไม่รัก ไม่รัก ก็ไม่ปกป้องรักษา เพราะฉะนั้นมันเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในกระบวนการนี้ของประเทศไทยเรา
“การที่หมอบุญส่งได้พยายามเอาความรู้เรื่องสัตว์ไทยมาเผยแพร่ ทำให้คนไทยได้รู้จักและเห็นคุณค่า ซึ่งวิธีการนำเสนอเป็นเรื่องสำคัญมาก และทำให้เห็นหนทางว่าการสื่อสารนี่เราเอาความสนุกและเกร็ดที่สำคัญมาทำให้น่าสนใจ ตั้งแต่เด็กๆ ผมอ่านหนังสือของหมอบุญส่งแล้วรู้ว่ากระต่ายต้องกินขี้ตัวเอง ไม่อย่างนั้นมันจะขาดวิตามิน บี 12 อะไรพวกนี้เป็นเกร็ดที่น่าสนใจน่ะ ถ้าเราหยิบยกของดีที่น่ารู้มาย่อยหรือนำเสนอ คนจะเข้าใจ”

เส้นทางนักสื่อความหมายธรรมชาติ
“เนื่องจากช่วงชีวิตของผมใน 40-50 ปีนี้ เห็นการเปลี่ยนแปลงเยอะมาก สิ่งที่เราเคยเห็น สถานที่ที่เคยไป ชายหาดที่สุดสายตา มีหอย มีปู มีป่า ชายหาดที่วิ่งเล่นสนุกสนาน ตอนนี้กลายเป็นคอนโดฯ รีสอร์ต ขยะเต็มชายหาด ป่าที่เราเคยไปเที่ยว นกที่เราเคยไปดู มันไม่อยู่อีกแล้ว เราเห็นความเสื่อมโทรมของธรรมชาติตลอดเวลา จนวันหนึ่งตอนที่ผมเป็นนักศึกษาปี 2 ผมไปดูนกที่คลองอีเฒ่า เขาใหญ่ นอนอยู่กลางป่าลึก กลางคืนได้ยินเสียง ตึ้ม ดังมาก คล้ายๆ เสียงปืนน่ะครับ เราก็เอ๊ะ จะปืนเหรอ อยู่ในอุทยาน กลางเขาใหญ่ ไม่น่าจะมีใครมาล่าสัตว์ นึกว่าต้นไม้ล้ม แต่พอออกไปเดินตอนเช้า อะไรนี่ เมื่อวานไม่เห็นมีเลย เป็นก้อนสีดำๆ เข้าไปดู เป็นซากกระทิงตัวเบ้อเริ่มเลยนะครับ แต่ไม่มีหัว ซึ่งก็คงไม่มีเสือที่ไหนหรอกที่จะฆ่ากระทิง กินอิ่มแล้วเอาหัวไป หรือคิดฆ่ากระทิงเล่นใส่กระป๋องส่งนอก เพื่อตัวเองจะได้ร่ำรวย และมนุษย์คนที่ฆ่ากระทิงตัวนี้ ก็ไม่ได้หิวด้วย เพราะเนื้อก็ไม่ได้เอาไป เอาแต่หัวไปประดับบ้าน
“ตอนนั้นผมรู้สึกจุกมากๆ ผมเห็นการทำลายธรรมชาติมาเยอะจนรู้สึกว่านี่มันบ้าคลั่งจริงๆ ถ้าจะถามว่ามีวันไหนสักวันที่เปลี่ยนความคิด ก็คือวันนั้น เป็นวันที่กระทบผมแรงมาก นี่เราจะมาศึกษาธรรมชาติแบบเอนจอย มันไม่ใช่ละ มันต้องให้สังคมช่วยกัน ต้องทำยังไงก็ได้ให้คนหยุดการทำลายล้างอันนี้ให้ได้ ต้องเปลี่ยนความคิดของคนจำนวนมากให้มาเห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านี้ให้ได้ เป็นจุดที่ทำให้ผมเริ่มมาทำงานด้านอนุรักษ์ธรรมชาติจริงๆ”
เส้นทางนักอนุรักษ์ของหมอหม่องจึงเริ่มต้นตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาแพทย์ ในรูปแบบของการจัดค่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อให้ทั้งความรู้และปลูกฝังความรัก ถือเป็นยุคบุกเบิกของค่ายแนวสิ่งแวดล้อมก็ว่าได้
“คือคุณจะมีแต่ความรู้ สมองโต แต่หัวใจเหี่ยวไม่ได้ ต้องทำยังไงให้เขารู้สึก Connect ให้เขารู้สึก Care สิ่งเหล่านี้ ผมก็พยายามค้นหาหนทางว่าทำกิจกรรมแบบไหนดี และใช้แนวทางของแม่นี่แหละ คือพาคนไปเดิน แล้วก็ทำความรู้จักสิ่งโน้นสิ่งนี้ระหว่างทางบางทีแม่ผมก็ไม่ได้รู้จักชื่อต้นไม้ สัตว์ทั้งหมด เพราะแม่โตที่ต่างประเทศ แต่แม่เจอต้นไม้ต้นหนึ่งออกดอก แม่ก็จะมองพินิจพิเคราะห์ อู๊ย เธอสวยจังเลย เมื่อวานฉันไม่เห็นเธอเลยนะ เธอเป็นใคร ทำไมเธอน่ารักจังเลย คุยจริงจังอย่างกับเป็นคน ผมก็ใช้แนวทางประมาณนี้เพื่อสื่อให้คนเข้าใจระบบธรรมชาติว่าป่าทำงานยังไง มีพลวัตยังไง มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างพืชกับสัตว์ยังไง ทุกตัวมีวิวัฒนาการการปรับตัวเอาตัวรอดอย่างไร มันก็สนุกสนาน มีเรื่องเล่าได้เยอะ”
หลังเรียนจบหมองหม่องเข้าทำงานที่โรงพยาบาลด่านซ้าย จังหวัดเลย มีความสุขและภาคภูมิใจกับการใช้ความรู้ความสามารถของตนเองในการช่วยคน ขณะที่งานสำคัญในชีวิตก็ยังทำต่อเนื่องโดยการจัดกิจกรรมดูนกกับเด็กๆ เพื่อสื่อความหมายเรื่องการอนุรักษ์ กระทั่งเกิดแรงผลักดันอีกครั้งเมื่อตระหนักว่าสุขภาพของสิ่งแวดล้อมกับสุขภาพของมนุษย์นั้นแยกกันไม่ออก แต่ความเจ็บป่วยของโลกซึ่งกลายเป็นต้นเหตุของหลายโรคกลับเป็นเรื่องที่ยังไม่มีใครรักษา จึงตัดสินใจเปลี่ยนแพสชั่นให้เป็นงานประจำ ลาออกจากราชการไปเป็นนักวิจัยที่มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก ทำงานกับศาสตราจารย์เกียรติคุณ พิไล พูลสวัสดิ์ เพื่อเรียนรู้กระบวนการวิเคราะห์วิจัยทางสัตววิทยา
“แต่ความเป็นหมอก็คอยเรียกร้องเราตลอด ผมอาจจะเสพติดความรู้สึกของการเป็นคนมีคุณค่า คือทำงานสิ่งแวดล้อมมันต้องมีกำลังใจสูงมากนะ ถ้าคุณดูข่าวสิ่งแวดล้อมแทบจะไม่มีข่าวดีเลย ผมรู้สึกว่ามันเป็นการต่อสู้ที่ไม่มีวันชนะหรือเปล่า แต่ขณะที่การเป็นหมอ เมื่อรักษาคนหายเสร็จปุ๊บ เขายินดี ขณะที่เราก็รู้สึกดีกับสิ่งที่เราทำให้เขาหายเจ็บป่วย ผมก็เลยรู้สึกว่าไม่ได้ละ ต้องทำงานหมอด้วย เพื่อตอบโจทย์ตอบความต้องการลึกๆ ของเราในการที่ทำให้เราได้ช่วยคน ได้ทำอะไรที่เมื่อลงมือทำแล้วมันเห็นผลเป็นการได้รางวัลทันที แต่ขณะเดียวกันก็ทำงานสิ่งแวดล้อมไปด้วย เพราะมันก็คือความต้องการที่ผมมองว่างานสิ่งแวดล้อมสำคัญกว่าการแพทย์ด้วยซ้ำในความเห็นผมนะ ก็เลยทำทั้งสองอย่าง”
ปัจจุบันหมอหม่องยังคงเดินหน้าลุยสองงานสำคัญของชีวิตไปพร้อมกันอย่างเต็มกำลัง โดยมีงานประจำเป็นอาจารย์แพทย์โรคหัวใจ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ควบไปกับตำแหน่งรองประธานมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร รองประธานมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก และเลขาธิการมูลนิธิธรรมนาถ
ในขณะที่พื้นที่อนุรักษ์นกน้ำคำ ที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย โดยเอกชนแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งเกิดจากแนวคิดพื้นที่อนุรักษ์ของ RSPB (Royal Society for the Protection of Birds หรือองค์กรพิทักษ์นกแห่งสหราชอาณาจักร) และบรรลุผลสำเร็จได้ด้วยเงินมรดกของผู้เป็นมารดาที่ต้องการสานฝันบุตรชาย ก็ยังคงยืนหยัดทำหน้าที่ในการเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่ยังประโยชน์ให้พืชพรรณ สรรพสัตว์ และระบบนิเวศโดยรอบบริเวณมาเป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว
“แถวนั้นมันมีนกอยู่บ้างแล้ว พอเราทำให้มันฟื้นกลับมาเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ พยายามจัดการให้นกมาอยู่มากขึ้น แล้วผมก็เจอนกชนิดใหม่ของประเทศไทยไป 3 ชนิด เฉพาะในพื้นที่ตรงนั้น 80 กว่าไร่ คุณหมอบุญส่งคงดีใจ (หัวเราะ) มีนกเขนน้อยอกเพลิง (Firethroat) นกกระจิ๊ดชิฟแชฟ (Siberian Chiffchaff) นกกระจ้อยอกลายจุด (Spotted Grasshopper-warbler) โดยเฉพาะนกเขนน้อยอกเพลิงนี่มันสวยมาก (ยิ้ม) ที่จริงผมอยากจะทำเรื่องการสื่อความหมายหรือทำกิจกรรมกับเด็กๆ ตรงนั้นมากขึ้นอีกนะ แต่คงต้องรอเกษียณ เพราะยังต้องลงแรงอีกเยอะ”

ความสุขเล็กๆ ของนักอนุรักษ์
“วิธีคิดของผมก็คือแม้เราจะไม่รู้ว่าการต่อสู้นี้จะชนะหรือเปล่า ไม่รู้อีกร้อยปีข้างหน้าอุณหภูมิในโลกจะสูงขึ้นอีก 2 องศา 3 องศา ทุกอย่างสูญพันธุ์หมดหรือเปล่า มันจะเป็นการต่อสู้ที่สูญเปล่าหรือไม่ แต่ผมมองว่าการต่อสู้ตรงนี้มันก็เป็นความงดงามในตัวของมัน และผมยังมองในแง่บวก เชื่อในศักยภาพของมนุษย์ว่าถ้าเราตระหนักจริงๆ เราจะหาหนทางได้ ผมยังมองโลกแง่ดีว่ามนุษย์เราทำได้ เรามีสมองพอ”
แม้จะยังไม่พบคำตอบว่าสิ่งที่พยายามทำอยู่จะเป็นการต่อสู้ที่มีวันชนะหรือไม่ หากหมอหม่องก็ยังมีกำลังใจเต็มเปี่ยมที่จะต่อสู้ และชื่นชมกับชัยชนะเล็กๆ ระหว่างทาง
“ทุกวันผมก็จะเก็บชัยชนะเล็กๆ มาให้ภูมิใจ ซึ่งที่ผ่านมามีเกิดขึ้นหลายเรื่องครับ ในเมืองไทยที่เห็นชัดๆ อย่างนกกระเรียนกลับมานี่ โอ้โห ผมชื่นใจมาก ลูกสาวผมได้เห็นนกกระเรียนบินในท้องฟ้าประเทศไทย เป็นชัยชนะที่ถึงจะเล็กๆ แต่มันยิ่งใหญ่ในความรู้สึกเรา (ยิ้ม) เสือเพิ่มจำนวนขึ้นในผืนป่าตะวันตกของไทย จากเดิมเหลือเพียง 200 ตัว เป็นข่าวดีนะ ถึงแม้ว่าจะมีมานานๆ ที หรือเราได้เห็นคนจำนวนมากหันกลับมาใส่ใจเรื่องนี้ แน่นอนการทำลายมันมากขึ้น แต่กระบวนการสื่อสารเรื่องนี้ก็มีมากขึ้น ตระหนักรู้มากขึ้น คนพยายามหาทางออกมากขึ้น พื้นที่อนุรักษ์ที่ได้รับการปกป้องดีขึ้น ถ้าเราให้โอกาสธรรมชาติฟื้นตัว เขามีความสามารถในการที่จะปรับฟื้นตัวขึ้นมาได้
“ผมมองว่าการทำงานอนุรักษ์ในยุคนี้ง่ายขึ้นในแง่ที่มีบุคลากรเยอะขึ้น มีการเซิร์ชข้อมูลต่างๆ ดีขึ้น มีการทำงานร่วมกัน ยิ่งเด็กยุคใหม่นี่ โอ้โห สุดยอดเรื่องของการสร้างเครือข่าย ความคิดนอกกรอบต่างๆ เขามีเยอะมาก ผมศรัทธาคนรุ่นใหม่ๆ มาก แต่ความยากก็คือ เวลาไม่อยู่ข้างเราเลย เหลือเวลาน้อยมากที่จะรักษาการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตบางชนิด เรื่องที่เร่งด่วนมันเยอะแยะไปหมด บางอย่างก็สายเกินไปแล้ว เช่น นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร ไม่เห็นมา 40 ปีแล้ว คือถ้าเกิน 50 ปี ก็ถือว่าสูญพันธุ์นะครับ รวมถึงเรามีเวลาอีกไม่นานที่จะหยุดยั้งเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เมื่อมาถึงจุดหนึ่งมันจะถึง Tipping Point คือจุดที่ทำอะไรก็ไม่ช่วยแล้ว
“ทุกวันนี้จริงๆ แล้วผมว่าเรากำลังมองหาวิธีที่จะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ตักตวงเกินไป อย่างแสงนี่ตอนกลางคืนเปิดไฟ ไฟจำนวนมากฉายขึ้นท้องฟ้า สูญเสียพลังงานไปเท่าไร จริงๆ แล้วถ้าคุณปรับหลอดไฟให้ดี จะเอาสว่างตรงไหนก็กดลงมา คุณประหยัดพลังงานไปเท่าไรแล้ว ชีวิตคุณก็ไม่ได้ลำบากมากขึ้นนะ เพียงแต่คุณคิดสักหน่อยสิ ปรับสักหน่อยสิ มันเป็นเรื่องของการระมัดระวังการกระทำของตัวเองมากขึ้นที่จะไม่กระทบกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจจะต้องใช้กฎหมาย ใช้แรงจูงใจทางเศรษฐกิจเข้ามาทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรม ถ้าเรามีโครงสร้างทางภาษี ลดการใช้พลาสติกลง ประหยัดพลังงาน คุณจะได้อย่างนั้นอย่างนี้ พวกนี้จะได้ผล เพราะมันไปเกี่ยวกับตัวเขา แต่ต้องอาศัยความคิดหน่อย ต้องมาระดมสมองกัน”

ใช้เทคโนโลยีเกื้อกูลธรรมชาติ
หากจะยังมีข้อแคลงใจจนกลายเป็นคำถามว่า ในเมื่อโลกทุกวันนี้เป็นยุคสมัยของเทคโนโลยีที่นับวันยิ่งก้าวล้ำ ทำไมคนเราจึงต้องหันมาสนใจธรรมชาติ
“ผมก็จะบอกว่า แล้วมื้อกลางวันนี้ ถ้าคุณหิวข้าว ไปยืนตรงกลางแดด แบมือรับแดดแล้วคุณสังเคราะห์แสงเองหรือเปล่า พลังงานหัวใจที่เราใช้เต้นได้ในแต่ละครั้ง คุณไม่ได้หามาได้เองนะ มันต้องผ่านกระบวนการเปลี่ยนพลังจากดวงอาทิตย์มาเป็นพลังงานที่สรรพสิ่งในโลกนี้ใช้ได้ ออกซิเจนที่เราหายใจได้ทุกครั้งนี่มันก็มาจากป่า ต้นไม้ ธรรมชาติ
“คุณบอกคุณเอาชนะธรรมชาติได้ด้วยเทคโนโลยีของมนุษย์ มันไม่ใช่นะ เราคิดตื้นๆ น่ะครับ มันมีรายละเอียดในเชิงระบบเยอะมาก เด็ดใบไม้หนึ่งใบ สะเทือนไปถึงดวงดาว ที่ภาษาอังกฤษบอกว่า ‘Win a battle but lose the war.’ คุณอาจจะชนะการสู้รบในครั้งนั้น แต่สุดท้ายคุณก็จะแพ้สงครามอยู่ดี เพราะคุณไม่สามารถแยกส่วนจากธรรมชาติได้ คนโง่เท่านั้นแหละครับที่คิดว่าจะอยู่ได้โดยไม่พึ่งพาธรรมชาติ เราต้องอยู่อย่างเกื้อกูลธรรมชาติ แล้วใช้เทคโนโลยีนั่นแหละมาทำให้เราใช้ทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ก่อผลกระทบน้อยที่สุด
“อย่างโควิด-19 นี่เห็นชัด โรคระบาดแล้วยังไง วันหนึ่งถ้ามันหายไป ทุกคนก็พร้อมจะลืมและกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิมนะครับ ทั้งๆ ที่มันคือหนึ่งในการแสดงอาการป่วยของโลก จะเห็นว่าโรคระบาดจากไวรัสทั้งหลายมีความถี่มากขึ้น รุนแรงมากขึ้นมาโดยตลอด เป็นผลจากการกระทบกระเทือนสมดุลทางชีวภาพอย่างมาก การค้าสัตว์ป่า การเข้าไปสัมผัสกับเชื้อโรค ยังมีอีกหมื่นสายพันธุ์ไวรัสเลยนะครับที่ต่อคิวอยู่ พร้อมจะข้ามมายังมนุษย์ แล้วถ้าเราไม่เรียนรู้บทเรียนเหล่านี้ แล้วยังทำเหมือนเดิม ผมว่ามันจะโง่เขลามาก”

ความงามของโลกมองไม่เห็นด้วยตา
“ที่จริงผมไม่ได้มองเทคโนโลยีหรือดิจิทัลเป็นเรื่องเลวร้ายเกินไปนะ ถามว่าเด็กๆ ทุกวันนี้อยู่แต่หน้าจอมือถือ เราควรทำอย่างไร เราก็ต้องสื่อสารทางมือถือ (หัวเราะ) เพียงแต่ว่าก็ควรจะต้องมีทางอื่นด้วย เด็กๆ ต้องมีโอกาสได้ออกไปสัมผัสธรรมชาติบ้าง ถ้าเขาไม่เคยปีนต้นไม้ ไม่เคยเข้าไปสัมผัสของจริง ย่อมไม่มีทางผูกพันกับสิ่งเหล่านี้ เขาก็จะเห็นโลกผ่านจออย่างเดียว ซึ่งมันทดแทนกันไม่ได้
“มนุษย์เราต้องอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติและต้องพึ่งพามัน วิธีการคือไม่จำเป็นต้องไปเขาใหญ่ ไปห้วยขาแข้ง เราก็มองธรรมชาติใกล้ๆ ตัวเลย สวนสาธารณะ สวนที่บ้าน สังเกตสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว มีเรื่องตื่นเต้นให้ดูเยอะแยะไปหมด มีความงามเต็มไปหมดเลย แค่เห็นแมลงทับสีเขียววาววับแอบอยู่ในต้นไม้ คุณก็ ว้าว จับหัวใจแล้วนะ
“สิ่งที่ผมอยากเห็นคือ เมืองมีพื้นที่สีเขียวมากขึ้น ไม่ใช่ทุกอย่างเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจหมด เพราะโอกาสที่เราจะเข้าไปหาธรรมชาติมันยาก แต่เราเอาธรรมชาติมาอยู่ใกล้ตัวมากขึ้นได้ เพราะฉะนั้นเมืองต้องมีการจัดการให้มีพื้นที่สาธารณะมากกว่านี้ แล้วเราจะได้เห็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่ซุกซ่อนอยู่เต็มไปหมด มันคือความงาม เหมือนที่ เฮเลน เคลเลอร์ (นักเขียนและนักมนุษยธรรมชาวอเมริกันผู้พิการทั้งตาบอดและหูหนวก) บอกว่า ความงามที่วิเศษที่สุด ในโลกนี้ไม่สามารถมองเห็นหรือสัมผัสได้ แต่ต้องรู้สึกด้วยหัวใจ ซึ่งถ้าคุณมีหัวใจที่พร้อมจะเปิดรับ ถ้าคุณเห็นว่าโลกนี้มันยังงดงามอยู่ ถ้าคุณมองเห็นว่าโลกนี้มันน่าปกป้องน่ารักษา ผมว่ามันเป็นประตูที่จะเปิดไปสู่ทุกสิ่งทุกอย่าง และจะมีความหวังทันทีเลย
“อย่างที่มีคนเคยพูดไว้ว่า การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในโลกนี้ไม่เคยเกิดขึ้นจากคนใหญ่คนโตเพียงคนเดียว แต่เกิดจากคนตัวเล็กๆ ทั้งนั้น ผมเองก็เชื่ออย่างนั้นว่าการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดเกิดจากคนตัวเล็กๆ จริงๆ จะเล็กแค่ไหนก็มีความสำคัญ หนึ่งเป็นสอง สองเป็นสี่ ทวีไปเรื่อยๆ สร้างคลื่นของการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น ดังนั้น ผมคิดว่ายังไม่สิ้นหวังนะ ยังเชื่อในศักยภาพของคน”
“ นิยมไพร ” ในความหมายของหมอหม่อง
คือ Nature Appreciation ความนิยมในความงดงามในคุณค่าที่ธรรมชาติมอบให้เรา มันคือการชื่นชมในความงาม ในคุณค่า คำว่า ‘นิยม’ ผมมองว่ามันเป็นการมองเห็นคุณค่าความสำคัญในสิ่งที่ให้คุณประโยชน์ต่อโลกใบนี้ นิยมไพร ความหมายในอดีตอาจจะหมายรวมถึงการนิยมไปใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในป่าในดง ซึ่งคำว่า ‘ไพร’ นี่ผมชอบนะ มันไม่ได้หมายถึงป่าอย่างเดียว แต่หมายถึง Wilderness คือที่ที่มนุษย์ไม่ได้ไปเปลี่ยนแปลงอะไรมัน มีความดั้งเดิม ความดิบ ทุกปีผมจะต้องเข้าไปอยู่กลางป่า ตั้งแคมป์ ผูกเปลนอน เอาของติดตัวไปไม่กี่อย่าง ตอนอยู่ที่ทำงาน เราเป็นคนตัวใหญ่ แต่ในป่าเราถอดหัวโขนออกหมด เงินทองไม่มีประโยชน์อะไร ทำให้เราได้กลับมาทบทวนด้วยว่าความต้องการที่แท้จริงของชีวิตเราคืออะไร

ติดตามหมอหม่อง
นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์
- สื่อสารเรื่องสิ่งแวดล้อม Facebook : rungsrit.kanjanavanit
- รายการทีวี “อ่านป่ากับหมอหม่อง”
ช่อง ALTV4 ช่องน้องใหม่ของ Thaipbs
ทุกวันเสาร์ เวลา 16.05 น. - ชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนาจัดกิจกรรม Bird Walk, Nature Walk ทุกเดือน ติดตามได้ที่ FB : Lannabird Club

