เมื่อเกือบ 60 ปีที่แล้ว อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ได้รับการประกาศจัดตั้งให้เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศไทย นับเป็นครั้งแรกของบ้านเราที่มีแนวทางในการจัดการป่าแตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง จากการมีป่าเพื่อทำไม้มุ่งสู่การอนุรักษ์ระบบนิเวศทั้งระบบ ก่อนจะกลายเป็นต้นแบบอุทยานแห่งชาติให้กับแห่งอื่นๆ ที่ตามมา ครั้งนี้เว็บนิยมไพรขอชวนคุณย้อนรำลึกวันวานของเขาใหญ่กับคุณบุญเรือง สายศร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่คนแรก กับบทสัมภาษณ์ในช่วงท้ายๆ ของชีวิต
อยากให้เล่าถึงสภาพของเขาใหญ่ในอดีต
“ป่าเขาใหญ่มีเนื้อที่กว่า 2,000 ตารางกิโลเมตร เป็นส่วนหนึ่งของป่าดงพญาเย็น สมัยก่อนชาวบ้านอพยพขึ้นไปถางป่าทำไร่บนเขาใหญ่ หาของป่า ล่าสัตว์ไปขาย จนกลายเป็นหมู่บ้าน ต่อมาเขาใหญ่กลายเป็นแหล่งที่โจรผู้ร้ายหลบหนีไปซ่อนตัว เพราะอยู่กลางป่าตามจับได้ยาก ทางการเลยสั่งให้ชาวบ้านอพยพลงมา หลังจากปราบโจรผู้ร้ายหมดลงแล้ว พื้นที่ทำกินบนเขาใหญ่ก็เลยรกร้างกลายเป็นทุ่งหญ้าคา หลังจากเกิดไฟป่าสักพักก็มีต้นหญ้าระบัดใหม่เขียวขจีเต็มทุ่ง กลายเป็นอาหารของสัตว์ป่า ตอนผมไปที่นั่นใหม่ๆ กวางออกมากินหญ้าเต็มไปหมด เห็นแล้วน่าทึ่งมาก แล้วก็มีต้นมะม่วงอายุร่วมร้อยปี อยู่ตรงลานจอด ฮ.(เดิม) ซึ่งมีตำนานอยู่คู่หนองขิง ฝั่งตรงข้ามเป็นสระน้ำ ใกล้สามแยกอาคารโภชนาการเก่า (ปัจจุบันคือศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมอุทยานแห่งชาติ เขาใหญ่)
ต้นมะม่วงต้นนี้ถือเป็นตำนาน เมื่อ 60 กว่าปีก่อนหลังจากที่คุณหมอบุญส่ง เลขะกุล และนิยมไพรสมาคมได้เข้าพบจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เพื่อเสนอให้มีการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติและพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า หลังจากนั้นไม่นานได้ชักชวนจอมพลสฤษดิ์ขึ้นเฮลิคอปเตอร์เพื่อไปดูป่าเขาใหญ่ด้วยกัน และมีการเดินสำรวจหาที่ตั้งอุทยานฯ แล้วมานั่งพักพูดคุยกันใต้ต้นมะม่วงต้นนี้

แล้วหัวหน้าบุญเรืองมาเป็นหัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่คนแรกได้อย่างไร
“ผมเรียนจบปริญญาตรีจากคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในปี 2502 หลังจากได้ไปช่วยปลูกป่าที่สวนป่าปางอโศก อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา อาจารย์ประมวล อุณหนันท์ หัวหน้ากองบำรุง กรมป่าไม้ ในสมัยนั้น ซึ่งท่านรับผิดชอบการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติในประเทศไทย ท่านให้ผมไปช่วยบุกเบิกในการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติ ทุ่งแสลงหลวง จังหวัดพิษณุโลก เขาใหญ่ถือเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศไทยตามกฎหมายก็จริง แต่ในทางปฏิบัติถือว่าทุ่งแสลงหลวงเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรก หัวหน้าอุทยานฯ คนแรกคือคุณพูนศักดิ์ จำรูญรัตน์ (ถึงแก่กรรม) ผมก็ไปช่วยงานท่าน สมัยนั้นไม่มีใครรู้จักอุทยานแห่งชาติด้วยซ้ำ รู้จักแต่วนอุทยาน ผมเองยังไม่รู้เลย มารู้ก็ตอนไปทุ่งแสลงหลวงนี่แหละ ป้ายเขาเขียนว่าธรรมชาติอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง เมื่อผมมาเขาใหญ่แล้ว เขาเปลี่ยนชื่อเป็นอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง เพราะผมตั้งชื่อเขาใหญ่ว่าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่แล้วทางนั้นก็เปลี่ยนตาม
ผมไปอยู่นั่นเกือบ 8 เดือน บุกเบิกรังวัดทุ่งแสลงหลวง ลุยงานกับลูกน้องอีกประมาณ 15 คน แต่ละคนหอบหิ้วสัมภาระมากมาย ทั้งกล้องสำรวจ มีด ค้อน โซ่ เลื่อย ขวาน การทำงานคือตัดไม้เป็นท่อนๆ ปักเป็นหลักเขต ติดป้ายเขียนไว้ว่าเขตอุทยานแห่งชาติ ต้องเดินสำรวจ ปักหลักเขต รังวัดแนวเขต ปักป้าย เป็นอย่างนี้ทั้งวัน ค่ำไหนก็ตั้งเต็นท์นอนนั่น ตื่นมาก็สำรวจต่อ ผมยึดลำน้ำเข็กเป็นแนวอุทยานฯ น้ำลึกมาก ลูกน้องก็ไม่กล้าข้าม ผมต้องว่ายน้ำข้ามไปอีกฝั่ง เอาเชือกผูกต้นไม้ไว้แล้วให้ลูกน้องเกาะเชือกข้ามไป น้ำเข็กสมัยนั้นมีจระเข้ เขากลัวจระเข้กัน ถ้าผมไม่ลง ลูกน้องก็ไม่ลง ลุยสำรวจไปเรื่อย ทำงานอยู่ 15 วัน ปรากฏว่าสามารถรังวัดแนวเขตไปได้ครึ่งหนึ่งของอุทยานฯ จากพิษณุโลกไปถึงพิจิตร
จากการทำงานที่เอาจริงเอาจัง จังหวะพอดีกับที่อาจารย์ประมวลท่านอยากหาคนไปเป็นหัวหน้าบุกเบิกเขาใหญ่ คุณจรัล บุญแนบ ซึ่งเคยเป็นหัวหน้าผมที่สวนป่าปางอโศก ก็แนะนำผมกับอาจารย์ประมวล ผมไปรับหน้าที่นี้เมื่อปลายเดือนสิงหาคม ปี 2503”
นอกจากต้องบุกเบิกเขาใหญ่แล้ว ทราบมาว่าอีกหนี่งภารกิจสำคัญคือการตามหา “เจ้าพ่อเขาใหญ่”
“ผมได้รับคำสั่งให้ไปจัดตั้งศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ด้วย มาทราบทีหลังว่าเจ้าพ่อเขาใหญ่ไปเข้าฝัน จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี แล้วท่านนายกฯ ได้ไปถามพลเรือตรีหลวงสุวิชาญ เจ้ากรมแพทย์ทหารเรือ ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังเรื่องนั่งทางใน ซึ่งจอมพลสฤษดิ์ให้ความเคารพนับถือมาก พลเรือตรีหลวงสุวิชาญแพทย์ แนะนำท่านนายกฯ ว่าจะต้องตั้งศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่
ทางสำนักนายกรัฐมนตรีจึงสั่งลงมายังพลเอกสุรจิต จารุเศรณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร คุณวิเชียร กุญชร ณ อยุธยา อธิบดีกรมป่าไม้ อาจารย์ประมวล อุณหนันท์ ซึ่งรับผิดชอบการเตรียมการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ตามลำดับ อาจารย์ประมวลได้สั่งให้ผมไปสอบถามชาวบ้านรอบเขาใหญ่ว่าเจ้าพ่อองค์ไหนเป็นประธานใหญ่ที่สุดของเขาใหญ่ และให้ผมสร้างศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ให้แล้วเสร็จโดยเร็วภายในเวลา 13 วัน เพื่อให้เจ้าหน้าที่สำนักนายกรัฐมนตรีทำพิธีอัญเชิญเจ้าพ่อเขาใหญ่มาสถิต ณ ศาลเจ้าพ่อแห่งใหม่ที่กำลังจะสร้างขึ้นมา ตอนนั้นผมยังไม่รู้เลยว่าองค์ไหนเป็นเจ้าพ่อเขาใหญ่
พอได้รับคำสั่งผมก็เอารถจี๊ปเล็กฝ่าน้ำท่วมผ่านอำเภอวังน้อย อำเภอหินกอง เลี้ยวขวาเข้าจังหวัดนครนายกถึงตำบลชะอม อำเภอบ้านนา ไล่ถามชาวบ้านก็พบว่ามีเจ้าพ่อ ไปถึงน้ำตกสาริกาเขาบอกว่ามีเจ้าพ่อปลัดจ่างเป็นเจ้าพ่อประจำอำเภอที่นั่น ผมก็จดไว้ จากนครนายกก็เดินทางไปตามอำเภอต่างๆ รอบเขาใหญ่ถึงอำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี มีเจ้าพ่อตาแดงอยู่ที่เชิงเขาใหญ่แถบนั้น ชาวบ้านเคารพนับถือมาก ท่านเฮี้ยนมาก มีเรื่องเล่าว่าชาวบ้านที่ขึ้นไปหาของป่า ยิงสัตว์ล่าสัตว์ หาไม้หอมบนเขาใหญ่ มักจะหายไปโดยไร้ร่องรอย คนที่วิ่งหนีออกจากป่าเอาตัวรอดมาได้เล่าว่า ตอนแรกจะมีผู้หญิงมาล่อก่อน พอชาวบ้านเดินตามไปแล้ว อยู่ๆ ผู้หญิงคนนั้นก็หายไป กลายเป็นเสือออกมาจับคนกิน
จากนั้นผมเดินทางไปถึงอำเภอกบินทร์บุรีก็มีเจ้าพ่ออีกหลายองค์ จากกบินทร์บุรีย้อนกลับมาทางจังหวัดสระบุรีก็มีเจ้าพ่อ มาถึงทางอำเภอปากช่องก็มีเจ้าพ่อเยอะ ไปทางโคราชวิ่งไปตามถนนลูกรังผ่านอำเภอปักธงชัยก็มีเจ้าพ่อ ถึงป่าแถวอำเภอวังน้ำเขียวที่หลักกิโลเมตรที่ 80 ก็มีเจ้าพ่อ ขณะนั้นถนนยังไม่ทะลุไปถึงอำเภอกบินทร์บุรี ผมจึงเดินทางกลับมาเขาใหญ่
นึกไปนึกมาว่าเราจะเอาเจ้าพ่อองค์ไหนมาเป็นเจ้าพ่อเขาใหญ่ดี พอผมไปถึงปากช่องอีกครั้งหนึ่ง ไปสอบถามหมู่บ้านท่ามะปราง บ้านหมูสี อำเภอปากช่อง ตีนเขาใหญ่ ชาวบ้านยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า เจ้าพ่อปลัดจ่างเป็นองค์ประธานของบรรดาเจ้าพ่อต่างๆ ที่มีอยู่รายรอบเขาใหญ่ ความเชื่อทั้งสองฝั่งตรงกัน ผมก็เลยลงมติว่าเจ้าพ่อเจ้าใหญ่ คือปลัดจ่างแน่นอนและมีอยู่จริง อาจารย์ประมวลก็ได้สั่งให้ผมเร่งสร้างศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ที่ด่านตรวจศาลเจ้าพ่อในปัจจุบัน ให้เสร็จภายใน 13 วัน วันที่ 26 มกราคม 2504 จะมีการตั้งศาล
จากนั้นอาจารย์ประมวลก็สั่งให้ช่างจากกรมศิลปากรแกะสลักแก่นไม้กัลปพฤกษ์ 11 เป็นรูปเจ้าพ่อเขาใหญ่พอถึงวันที่ 26 มกราคม มีคณะพราหมณ์นุ่งขาวห่มขาวจากกรุงเทพฯ มาจัดพิธีพราหมณ์ แล้วอัญเชิญรูปแกะสลักเจ้าพ่อเขาใหญ่ยืนบนแท่นในศาลนั้น ช่วงนั้นทำงานหามรุ่งหามค่ำ ผมเป็นไข้มาลาเรียต้องนอนคุมงานสร้างศาล สุดท้ายก็เสร็จเรียบร้อยทันเวลาพอดี ทุกวันที่ 26 มกราคมของทุกปีจึงถือเป็นวันไหว้เจ้าพ่อเขาใหญ่
หลังจากนั้นผมก็ต้องเร่งสำรวจและจัดตั้งที่ทำการอุทยานแห่งชาติอย่างรวดเร็ว เดินสำรวจกันทั้งวันทั้งคืนว่างั้นเถอะ ฝนตกชุก ทางมีแต่ขี้โคลน รถวิ่งขึ้นไปไม่ได้ ต้องรอให้โคลนแห้งค่อยขับรถขนข้าวของขึ้นไป ลำบากยากเข็ญมาก”

https://hi-in.facebook.com/tiny.NakhonNayok/photos
แล้วเป็นมาอย่างไรถึงได้มาเป็นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
“เดิมเขาใหญ่ยังไม่เป็นอุทยานแห่งชาตินะ คุณหมอบุญส่งท่านเป็นผู้ผลักดันเรื่องนี้โดยได้เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์พูดถึงผลดีของการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติในประเทศไทยไว้หลายครั้ง ท่านกลัวว่าการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติของบ้านเราจะผิดเพี้ยนไปจากหลักสากล เพราะขณะนั้นมีเอกชนต่างชาติยื่นขอพัฒนาเขาใหญ่ ขณะนั้นคุณหมอเป็นเลขานุการนิยมไพรสมาคม ท่านก็พาคณะกรรมการสมาคมเข้าพบจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น
หมอบุญส่งขอร้องไม่อยากให้มอบสัมปทานให้ต่างชาติเป็นผู้ดูแล และเสนอรัฐบาลขอให้จัดตั้งอุทยานแห่งชาติ คุยกันก็เป็นที่เข้าใจดี ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็เห็นชอบด้วย ตอนหลังหมอบุญส่งยังได้เชิญจอมพลสฤษดิ์เป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์นิยมไพรสมาคมด้วย ซึ่งท่านก็ตอบรับ ถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์จริงๆ
ปี 2502 องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (International Union for Conservation of Nature)IUCN (International Union for Conservation of Nature and Natural Resources) ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญด้านอุทยานแห่งชาติ คือ ดร.จอร์จ ซี. รูเล่ นักธรรมชาติวิทยา ซึ่งเคยปฏิบัติงานในอุทยานแห่งชาติหลายแห่งของสหรัฐอเมริกามาช่วยเหลือรัฐบาล นิยมไพรสมาคม และองค์กรอื่นๆ ในการจัดตั้งระบบอุทยานแห่งชาติในประเทศไทย ดร.รูเล่ ก็เข้ามาสำรวจเขาใหญ่ มีคุณหมอบุญส่งร่วมอยู่ด้วย และได้บันทึกการไปเยือนเขาใหญ่ไว้เป็นรายงานฉบับหนึ่ง
ป่าเขาใหญ่ถือเป็นผืนป่าที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเป็นต้นกำเนิดต้นน้ำลำธารของ 4 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา สระบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ขณะเดียวกันก็เป็นป่าที่อุดมไปด้วยสัตว์ป่าและพันธุ์ไม้นานาชนิด มีเอกลักษณ์ทางธรรมชาติที่สวยงาม จนได้รับสมญานามว่าเป็นอุทยานมรดกของอาเซียน”
ชื่อจุดต่างๆ ในเขาใหญ่มีที่มาอย่างไร
“ถึงเวลาต้องก่อสร้างทางขึ้นเขาใหญ่ เพราะพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จ จอมพลสฤษดิ์ท่านเอาการเอางาน สั่งงานเด็ดขาด ต้องทำให้สำเร็จ ผมก็ต้องทำสำเร็จกับเขาด้วย ต้องเร่งงานของผมเหมือนกัน มีการปรับปรุงสถานที่ต่างๆ พร้อมตั้งชื่อจุดต่างๆ ที่ไปพบ เช่น ชื่อ ‘ดงงูเห่า’ มาจากที่ครั้งแรกผมขับรถจี๊ปไป ปรากฏเจองูเห่าชูคออยู่ข้างทาง อีกครั้งก็เจออีก เอ๊ะ ทำไมเจอสองครั้งติดกัน ผมเลยตั้งชื่อว่า ‘ดงงูเห่า’ ให้ลูกน้องเขียนป้ายติดไว้ แต่สมัยนั้นไม่ถึงกับมีเยอะเป็นดงนะ ตอนผมกลับมาเป็นหัวหน้าอุทยานฯ ครั้งที่สอง มีคนมาบอกผมว่า ‘หัวหน้าๆ วันนี้ผมเอางูเห่ามาปล่อย 200 ตัว’ โอ้โห ผมตกใจเลย เพราะมันเป็นอันตรายต่อนักท่องเที่ยว ‘ทำไมคุณทำอย่างนี้’ ผมถามกลับไป ‘เพื่อให้มันสมเป็นดงงูเห่า’ เขาว่างั้นตายละ แปลว่าเขากลัวว่าไม่สมชื่อ เลยเอางูเห่า 200 ตัวมาปล่อย ตอนนี้ ‘ดงงูเห่า’ น่าจะยังอยู่นะ แต่เปลี่ยนป้ายเป็นคอนกรีตไปละ
บางวันผมขับรถมีกระทิงวิ่งขนานไปกับรถ ผมก็ตั้งชื่อแถวนั้นว่า ‘ดงกระทิง’ อีกวันขับรถไปช่วง เย็นๆ เห็นเสือผ่านตัดหน้าหลายครั้ง ก็ตั้งชื่อแถวนั้นว่า ‘ทางเสือผ่าน’ เขียนป้ายติดไว้ ที่มาของชื่อจุดต่างๆ เหล่านี้มีสัตว์ให้เห็นกันจริงๆ ปรากฏว่าเป็นผลดี นักท่องเที่ยวเห็นสัตว์ก็ตื่นเต้น เวลาเกิดอุบัติเหตุก็จำได้ว่าเกิดตรงไหน อ๋อ ดงกระทิง”
อยากให้พูดถึงคุณหมอบุญส่งในความทรงจำสักนิด
“ผมเรียกท่านพี่หมอนะ ท่านอายุมากกว่าผม 25 ปี เราสนิทกันดี มีเรียกคุณหมอบ้าง เวลาคุยถึงท่านกับคนอื่น ตอนตั้งที่ทำการอุทยานฯ ชั่วคราวใกล้ๆ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวในปัจจุบัน พี่หมอท่านชอบมาที่เขาใหญ่ เวลามาท่านก็จะขับรถมา ตอนแวะมาหาผม ท่านจะมาคนเดียว เรานั่งคุยกัน ผมชวนกินข้าวท่านก็ไม่กิน เพราะท่านเตรียมมาพร้อม จะให้พักด้วยก็ไม่เอา คุยกันสักพักท่านก็ออกไปนอนในป่าคนเดียว เป็นอย่างนี้หลายครั้ง จนสร้างที่ทำการอุทยานฯ เสร็จ ท่านก็มาที่เขาใหญ่อีก แต่ไม่ยอมพักที่อุทยานฯ จะเข้าป่าตลอด
พี่หมอบุญส่งไม่ได้สนใจแต่เรื่องอุทยานแห่งชาติอย่างเดียว แต่ท่านสนใจเรื่องการอนุรักษ์สัตว์ป่ามานานแล้วท่านเป็นคนผลักดันให้มีการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติในประเทศไทย และรณรงค์ผลักดันให้ออกกฎหมายสำคัญ 2 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2503 และพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 จากการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นแห่งแรกเมื่อเกือบ 60 ปีที่แล้ว จนถึงปัจจุบันบ้านเรามีการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติไปแล้วกว่า 150 แห่ง และเตรียมการประกาศจัดตั้งเพิ่มเติมอีกเกือบ 20 แห่ง”

