นายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล บิดาแห่งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย

ประวัติชีวิตอันมานะบากบั่นของนายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล ที่ได้ศึกษาธรรมชาติวิทยาด้วยความรักและห่วงใย
ผ่านสายตาของนายแพทย์นัดดา ศรียาภัย อดีตนายกนิยมไพรสมาคม
ผู้มีโอกาสเรียนรู้และช่วยงานเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติกับหมอบุญส่ง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์สัตว์ของนายแพทย์บุญส่ง ซึ่งเปิดแสดงในงานวิทยาศาสตร์ประจำปีของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายแพทย์บุญส่งรับเสด็จฯ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์สัตว์ของนายแพทย์บุญส่ง ซึ่งเปิดแสดงในงานวิทยาศาสตร์ประจำปีของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายแพทย์บุญส่งรับเสด็จฯ

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่แล้ว เมื่อข้าพเจ้ายังเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยอยู่นั้น ทางบ้านบิดามารดาและญาติผู้ใหญ่ของข้าพเจ้าได้รู้จักกับนายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล มาเป็นเวลาหลายปี โดยได้เคยเชิญท่านมารักษาไข้หลายครั้ง ข้าพเจ้าจึงได้ทราบกิตติศัพท์เลาๆ ว่าท่านเป็นผู้มีชื่อเสียงทางกีฬาล่าสัตว์ป่า และท่านยังได้สนใจในการกีฬา กล่าวคือหลังสงครามโลกสิ้นสุดลงเมื่อประมาณ พ.ศ. 2492-2493 ก็ได้สนับสนุนกิจกรรมการเล่นกีฬาของนักศึกษาแพทย์ในสมัยนั้นอยู่แล้ว

เนื่องจากท่านเป็นชาวปักษ์ใต้โดยกำเนิด ก็ยังได้มีการจัดนำเที่ยวให้แก่นักศึกษาแพทย์และพยาบาลที่เป็นขาวปักษ์ใต้ โดยพาไปพักผ่อนหย่อนใจและชมธรรมชาติที่สวยงาม เช่น น้ำตกสาลิกา ชายทะเลหาดบางแสน ตั้งแต่ยังเพิ่งตั้งเป็นสถานที่ตากอากาศ ฯลฯ ซึ่งท่านก็ได้กรุณาชวนข้าพเจ้าในขณะนั้นเมื่อข้าพเจ้าจบการศึกษาแพทยศาสตร์ได้สัก 2 ปีไปด้วยหลายครั้งตั้งแต่นั้นมา นอกจากเป็นโอกาสให้ข้าพเจ้าได้รับทราบและเรียนรู้เรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติแล้ว ต่อมาท่านยังชวนให้ข้าพเจ้าร่วมช่วยงานของท่านตลอดมา ก่อนที่ท่านจะล้มป่วยลงเป็นครั้งสุดท้ายสถานที่ตากอากาศ ฯลฯ ซึ่งท่านก็ได้กรุณาชวนข้าพเจ้าในขณะนั้นเมื่อข้าพเจ้าจบการศึกษาแพทยศาสตร์ได้สัก 2 ปีไปด้วยหลายครั้งตั้งแต่นั้นมา นอกจากเป็นโอกาสให้ข้าพเจ้าได้รับทราบและเรียนรู้เรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติแล้ว ต่อมาท่านยังชวนให้ข้าพเจ้าร่วมช่วยงานของท่านตลอดมา ก่อนที่ท่านจะล้มป่วยลงเป็นครั้งสุดท้าย

จากการมีชื่อเสียงในการกีฬาล่าสัตว์ป่ามาสู่แนวความคิดของการอนุรักษ์

เมื่อข้าพเจ้าได้มีโอกาสรู้จักกับท่าน ท่านได้เล่าให้ฟังว่าเมื่อท่านได้ศึกษาจบเป็นแพทย์เมื่อปี พ.ศ. 2475 แล้วก็ได้เข้าทำงานเป็นแพทย์ประจำบ้านอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เป็นเวลาร่วม 2 ปี ซึ่งในระยะนั้นเมื่อถึงเวลาสุดสัปดาห์ก็มักจะถือโอกาสออกไปเที่ยวป่าเพื่อล่าสัตว์ในจังหวัดใกล้ๆ สมัยนั้นยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าและสัตว์ป่า โดยต้องไปติดต่อกับชาวบ้านหรือพรานท้องถิ่นเป็นประจำ เพื่อขอเช่าหรือซื้อเกวียนเพื่อใช้เป็นพาหนะ ราคาคันละ 1.50-2.50 บาท เพราะสมัยนั้นไม่มีถนนมีแต่ทางเกวียนไปสู่ป่า เมื่อเสร็จธุระแต่ละคราวก็ยกเกวียนให้ชาวบ้านไป การล่าสัตว์แต่ละครั้งก็มักใช้เดินตามรอยสัตว์ ซึ่งมีโอกาสท่องเที่ยวชมธรรมชาติ และเป็นการผจญภัยแบบนักกีฬาด้วย นอกจากนี้ยังได้เริ่มเก็บตัวอย่างและสะสมเขาสัตว์ป่าและนกตั้งแต่นั้นมาเพื่อการศึกษาด้วย

ฉะนั้นท่านจึงได้กลายเป็นเอตทัคคะทางความรู้เรื่องสัตว์ป่าที่เป็นที่รู้จักและนับถือ ทั้งในวงการศึกษาและประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมาก เมื่อเดือนธันวาคม 2493 ข้าพเจ้าก็ได้มีโอกาสไปชมพิพิธภัณฑ์สัตว์ของนายแพทย์บุญส่ง ซึ่งเปิดแสดงในงานแสดงวิทยาศาสตร์ประจำปีของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยใช้ห้องโถงใหญ่ที่มีเขาสัตว์หลายสิบชนิดประดับแสดงอยู่บนผนังห้อง ส่วนบนโต๊ะยาวในห้องนั้นก็มีทั้งโครงกระดูก สัตว์ป่า และนกสตัฟฟ์อีกหลายสิบชนิด งานแสดงครั้งนี้ยังมีปาฐกถาโดยนายแพทย์บุญส่งเองเรื่อง “สัตว์ป่าในเมืองไทย” รวมทั้งแจกเอกสารเรื่องดังกล่าวมีรูปสัตว์ป่าประกอบด้วย

นายแพทย์บุญส่งเข้าพบจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี
นายแพทย์บุญส่งเข้าพบจอมพลถนอม กิตติขจร

ข้าพเจ้าเชื่อว่าแนวความคิดในการอนุรักษ์ของนายแพทย์บุญส่งนั้น น่าจะก่อตัวขึ้นมาจากการที่ท่านได้มีโอกาสไปสัมผัสกับความงดงามของธรรมชาติและองค์ประกอบของธรรมชาติ โดยเฉพาะป่าและสัตว์ป่า ประกอบกับความสนใจในการศึกษาเกี่ยวกับป่าและสัตว์ป่าอย่างลึกซึ้ง แล้วมาได้รับการส่งเสริมให้ชัดเจนและแน่วแน่ยิ่งขึ้นจากความสลดใจที่ได้เห็นความพินาศของสัตว์ป่าและธรรมชาติป่าของเมืองไทย ตามที่ท่านเล่าให้ฟังว่าหลังสงครามโลกครั้งที่แล้ว ได้มีการล่าสัตว์โดยการฆ่าอย่างไม่เลือกหรือไร้เหตุผล ปราศจากกติกามารยาทหรือวินัย เช่น กีฬาล่าสัตว์ในสมัยก่อน ซึ่งก็ได้นำไปสู่เจตนารมณ์และความพยายามอย่างไม่ลดละเพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติตลอดอายุขัยของท่าน

กำเนิด“ นิยมไพรสมาคม”

เพื่อดำเนินการตามเจตนารมณ์ในการอนุรักษ์ นายแพทย์บุญส่งจึงได้ริเริ่มดำเนินการเพื่อจัดตั้ง
“นิยมไพรสมาคม” ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2495 โดยได้ชักชวนผู้ทรงคุณวุฒิที่นับถือในสังคม ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ผู้ทรงคุณวุฒิในด้านการป่าไม้การเกษตร และเพื่อนๆ ของท่านที่เคยร่วมในการล่าสัตว์แบบเกมกีฬาสมัยก่อน และผู้สนใจมาร่วมเป็นกรรมการโดยได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเป็นสมาคมเมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2496

วัตถุประสงค์ของนิยมไพรสมาคม* ก็คือ:
1. เพื่อปลูกฝังนิสัยรักธรรมชาติแก่ประชาชน ตลอดจนยุวชน
2. เพื่อศึกษาค้นคว้า และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับพันธุ์พฤกษชาติและสัตว์ป่านานาชนิด
3. เพื่อส่งเสริมการคุ้มครองและแพร่พันธุ์สัตว์ป่าที่เป็นประโยชน์
4. เพื่อส่งเสริมการปลูกป่าบำรุงพันธุ์พฤกษชาติและการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า
5. เพื่อนำและส่งเสริมการเที่ยวป่า
6. เพื่อช่วยรักษาไว้ซึ่งโบราณสถานและปูชนียสถาน ตลอดจนสถานที่ที่มีวิวทิวทัศน์อันสวยงามให้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม (* จากวารสารนิยมไพรปีที่ 1 เล่มที่ 1 เมษายน 2501)            

คณะกรรมการของนิยมไพรสมาคมชุดแรกประกอบด้วยกรรมการ 14 ท่าน โดยมีพระอินทร์สรศัลย์เป็นนายกสมาคมคนแรก นายแพทย์บุญส่งทำหน้าที่เป็นกรรมการและเลขานุการ ซึ่งต่อมานายแพทย์บุญส่งก็ได้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสมาคมฯ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงที่สำคัญที่สุดในการดำเนินงานของสมาคมฯ มาโดยตลอดสิ่งที่สมาคมฯ สมควรจะกล่าวถึงในที่นี้ก็คือสำนักงานของนิยมไพรสมาคมนั้น ก็ได้ใช้สถานที่ที่บ้านของนายแพทย์บุญส่งเองคือ บ้านเลขที่ 4 ตรอกโรงภาษีเก่า อำเภอบางรัก (จังหวัดพระนคร) ตลอดมา โดยเฉพาะห้องโถงซึ่งใช้เป็นที่ทำการและศูนย์กลางการดำเนินงานของสมาคมฯ และเป็นสถานที่ทำงานของนายแพทย์บุญส่งเองด้วย ซึ่งก่อให้เกิดความสนใจและประทับใจแก่ผู้ที่มีโอกาสไปเยือนหรือไปประชุมเสมอมา กล่าวคือ นอกจากด้านหนึ่งจะเป็นโต๊ะทำงานของนายแพทย์บุญส่งแล้ว ยังเป็นทั้งห้องพิพิธภัณฑ์และห้องสมุด ที่ฝาผนังของห้องโถงนี้ประดับไปด้วยเขาสัตว์ป่าชนิดต่างๆ ตลอดจนรูปสัตว์ป่า ตามชายผนังรอบห้องก็เป็นตู้เก็บตัวอย่างนกและสัตว์สตัฟฟ์ขนาดเล็ก และมีชั้นและตู้เก็บหนังสือที่เกี่ยวกับสัตว์ป่า ธรรมชาติ และการอนุรักษ์มากมาย รวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ในการสตัฟฟ์สัตว์ อุปกรณ์ในการถ่ายรูปของนายแพทย์บุญส่ง ซึ่งตัวท่านเองก็เป็นผู้มีฝีมือยอดเยี่ยมในการถ่ายรูปนกรูปสัตว์ต่างๆ นอกจากนี้ยังใช้เป็นที่ประชุมกรรมการ ที่บรรยาย ตลอดจนรับแขกทั้งจากในและต่างประเทศตลอดมาเป็นเวลาร่วม 30 ปี จนกระทั่งท่านล้มป่วยลง ซึ่งห้องดังกล่าวนั้นกล่าวได้ว่าเป็นอนุสรณ์ที่แสดงถึงผลงานของนายแพทย์บุญส่งในการให้กำเนิดการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทย

นกคัคคูมรกต        ภาพ: นายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล
นกจาบฝนปีกแดง ภาพ: นายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล
งานและผลงานของนิยมไพรสมาคม (พ.ศ. 2495-2527)

นอกจากนิยมไพรสมาคมจะเปิดรับสมาชิกทั้งผู้ใหญ่และเยาวชนแล้ว งานและผลงานหลักที่สำคัญของสมาคมนั้นสรุปได้ดังต่อไปนี้

1. การเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับพฤกษชาติและสัตว์ป่านานาชนิด เพื่อปลูกฝังนิสัยรักธรรมชาติให้แก่ประชาชน ตลอดจนเยาวชน ซึ่งนับเป็นกิจกรรมที่สำคัญที่สุดของสมาคมฯ ได้กำหนดไว้เป็นวัตถุประสงค์ในข้อ (1) และข้อ (2) ซึ่งนายแพทย์บุญส่งผู้ทำหน้าที่เป็นเลขาธิการสมาคมฯ ก็ได้เป็นตัวจักรกลและหัวเรี่ยวหัวแรงที่สำคัญในการดำเนินการในข้อนี้อย่างมากมายและกว้างขวางในทุกๆ ด้านอย่างชนิด“ ลงมือทำเอง” เป็นส่วนใหญ่โดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย หรือการเสี่ยงอันตราย

  • เขียนบทความเรื่องนกในประเทศไทย รวมทั้งรูปภาพที่เขียนเองและรูปถ่ายลงในวารสารวิทยาศาสตร์เป็นประจำตั้งแต่ พ.ศ. 2498 และยังได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับสัตว์ป่านานาชนิดลงในหนังสือพิมพ์สยามรัฐด้วย
  • บรรยายประกอบการฉายสไลด์หรือภาพยนตร์ทั้งในสถานที่ของสมาคมเอง ตลอดจนเดินทางไปบรรยายตามโรงเรียนต่างๆ วัด มหาวิทยาลัย และสถาบันต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพื่อเผยแพร่ความรู้ให้แก่นักเรียน ประชาชน นักศึกษาระดับต่างๆ ตลอดจนทหารตำรวจ
  • ออกนิตยสารของสมาคมฯ โดยเริ่มออกนิตยสาร “นิยมไพร” เป็นนิตยสารรายเดือนเป็นเล่มแรกเมื่อเดือนเมษายน 2501 ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็น “ข่าวนิยมไพร” (Conservation News) ซึ่งมีบทความและข่าว
  • ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และยังออกเป็นวารสาร“ สารนิยมไพร” (Conservation for Thai Youths) ฉบับสำหรับเยาวชนด้วย โดยนายแพทย์บุญส่งได้เขียนบทความลงในนิตยสารดังกล่าวมากมาย
  • แต่งหนังสือ นิตยสาร และสารคดีเกี่ยวกับชีวิตสัตว์ป่าสำหรับเยาวชนและประชาชนทั่วไปหลายเรื่อง เช่น เที่ยวป่า ธรรมชาติ นานาสัตว์ ชีวิตของฉันลูกกระทิง ฯลฯ รวมทั้งจัดให้มีการประกวดบทความเรื่องความสำคัญของป่า ฯลฯ
  • จัดนำเที่ยวไปศึกษาเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้แก่คณะครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษาโดยได้รับความร่วมมือจากกรมกองต่างๆ ในการพาดูงานและบรรยายวิชาการ คือ กรมป่าไม้ กรมชลประทาน กรมปศุสัตว์ และกรมพัฒนาที่ดิน เป็นต้น
  • เขียนเกี่ยวกับธรรมชาติให้แก่ราชบัณฑิตยสถาน และเขียนหนังสือในหลักสูตรสำหรับนักเรียนให้แก่กระทรวงศึกษาธิการไว้หลายเล่ม
การเผยแพร่ให้การศึกษาเกี่ยวกับแนวความคิดในเรื่องการอนุรักษ์

งานสำคัญที่รวมเอาแนวความคิดรวบยอดของการอนุรักษ์ ซึ่งเป็นผลงานจากความพยายามของ
นายแพทย์บุญส่งที่จะเผยแพร่หรือถ่ายทอดให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนชาวไทยในเรื่องการอนุรักษ์ก็น่าจะเป็นเรื่อง “หากป่าไม้ยังอยู่ยั้ง ยืนยง” ซึ่งได้ตีพิมพ์เป็นเล่มจากนิตยสารนิยมไพร ปีที่ 1 เล่ม 9-12 (กันยายน-ธันวาคม 2501)

หนังสือเล่มนี้มีเรื่องใหญ่ก็คือ เรื่องป่าไม้ ซึ่งนายแพทย์บุญส่งได้รวบรวมเรื่องราวและเก็บข้อมูล
เกี่ยวกับเรื่องป่าไม้ของประเทศไทยไว้อย่างละเอียดลออและกว้างขวาง ได้แก่ ประโยชน์ของป่าไม้และเหตุแห่งความพินาศของป่าไม้เมืองไทย และวิธีแก้ไข ได้แก่ ความบกพร่องของกฎหมายและการไม่รักษากฎหมาย ระเบียบราชการ การบุกรุกป่า และการใช้ทรัพยากรป่าไม้ที่สิ้นเปลืองโดยไม่สมควร การขาดการสนับสนุนในด้านวิธีการและงบประมาณจากรัฐบาล การทุจริตต่างๆ การฟื้นฟู การปลูกป่าไม่เหมาะสม ฯลฯ

ส่วนสำคัญของหนังสือเล่มนี้ คือภาคหลังที่ว่าด้วย “ทรัพยากรธรรมชาติ” ที่ให้ความรู้ว่าทรัพยากรธรรมชาติคืออะไร และอะไรที่เขาเรียกว่า “คอนเซิฟเวชั่น (Conservation)” ซึ่งนับได้ว่าเป็นการเผยแพร่ความรู้ในเรื่องการอนุรักษ์เป็นครั้งแรกในประเทศไทย (หมายเหตุ : ระยะนั้นยังไม่มีการใช้คำว่า “การอนุรักษ์”) นายแพทย์บุญส่งผู้เขียนได้บรรยายจำแนกแยกแยะไว้อย่างครบถ้วน ได้แก่ ป่าไม้ สัตว์ป่า ดิน น้ำ แร่ ทิวทัศน์อันสวยงาม โบราณสถานและสถานที่สำคัญของชาติและคน ได้อธิบายความหมายของคำว่า คอนเซิฟเวชั่น ซึ่งแปลจากศัพท์ฝรั่งว่า “วิธีใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างฉลาด” (The wise use of natural resources) ซึ่งในบทความภาคนี้ยังได้ขยายความถึงการคุ้มครองป่าไม้ สัตว์ป่า และปัญหาที่กำลังประสบ ความพินาศและการสูญพันธุ์ในประเทศด้วยการคุ้มครองสัตว์ป่า การคุ้มครองน้ำ การชลประทาน การสร้างเขื่อน อุทกภัย ปัญหาน้ำเน่าในพระนคร และยังมีรายละเอียดเรื่องวนอุทยานว่าคืออะไร แบ่งเป็นกี่ชนิด อะไรบ้าง และวิธีดำเนินการอุทยานที่ถูกต้อง ที่ที่ควรจัดตั้งอุทยานในประเทศไทย และการคุ้มครองมนุษย์ ซึ่งเป็นเรื่องสุดท้ายที่เข้าใจว่าหมายถึงการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี ตลอดจนศิลปหัตกรรมและวัฒนธรรมด้วย

แนวความคิดบางอย่างที่น่าสังเกตของนายแพทย์บุญส่ง

ในหนังสือเรื่อง“ หากป่าไม้ยังอยู่ยั้ง ยืนยง” เล่มเดียวกันนี้ มีบทความบางเรื่องที่แสดงถึงแนวความคิดของนายแพทย์บุญส่งที่น่าสังเกตและน่าสนใจในแง่ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในอนาคตอย่างสำคัญ ได้แก่

(1) โครงการระยะยาวเพื่อแก้ไขความพินาศของป่าไม้เมืองไทย ประการหนึ่งก็คือ เรื่องความร่วมมือของประชาชน ที่นายแพทย์บุญส่งเขียนว่า “ในต่างประเทศทั่วโลกเขาได้ถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุดของชาติอย่างหนึ่ง เขาจึงพยายามให้การศึกษาว่าด้วยทรัพยากรของชาติในโรงเรียนทุกชั้นนับตั้งแต่ชั้นประถมขึ้นไปจนถึงชั้นมหาวิทยาลัย และโรงเรียนอาชีพทุกสาขา เฉพาะอย่างยิ่งในโรงเรียนนายทหารบก ทหารเรือ และโรงเรียนนายร้อยตำรวจแม้แต่ในโรงเรียนพลทหาร เขาก็มีหลักสูตรการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติอย่างง่ายๆ ให้เรียน เพราะเขาถือว่าทหารของเขาเป็นผู้ถืออาวุธ ทหารเป็นฝ่ายที่มีอำนาจอยู่ในมือ อำนาจการเมืองและตำแหน่งสูงๆ ในรายการย่อมอยู่ในกำมือทหารเสมอ ทหารเท่านั้นที่จะมีโอกาสเป็นเจ้าเป็นนาย เป็นประธานาธิบดี หรือรัฐมนตรีในการงานทุกกระทรวงทบวงกรม ฉะนั้นถ้าทหารไม่ได้รับการศึกษาว่าด้วยทรัพยากรธรรมชาติไม่รู้ว่าจะสงวนหรือคุ้มครองทรัพยากรอะไรไว้ให้เป็นของชาติแล้วอีกหน่อยทหารของเขาอาจจะใช้อำนาจของอาวุธหรืออิทธิพลเข้าไปทำลายป่า จับจองป่า ทำลายสัตว์ป่า และเอาทรัพยากรอื่นๆ มาเป็นของส่วนตัวโดยเจ้าพนักงานฝ่ายพลเรือนไม่กล้าจะทักท้วงหรือจับกุมอย่างใดก็ได้ ประชาชนทุกชั้นของต่างประเทศจึงได้มีความรู้ในเรื่องความสำคัญของธรรมชาติ และให้ความร่วมมือแก่รัฐบาลในการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติของเขาเป็นอย่างดีเสมอ” (จากหนังสือหากป่าไม้ยังอยู่ยั้งยืนยง หน้า 197-198)

(2) เรื่องการสร้างเขื่อนภูมิพล ในปัจจุบันนี้มีบุคคลจํานวนไม่น้อยที่กล่าวหานักอนุรักษ์ โดยเฉพาะนายแพทย์บุญส่ง ที่เป็นผู้นำผู้หนึ่งในการคัดค้านต่อต้านการสร้างเขื่อนใหญ่ๆ สำหรับใช้พลังน้ำผลิตกระแสไฟฟ้า หรือเพื่อการชลประทานว่าเป็นผู้ที่คอยขัดขวางการพัฒนาและความเจริญของบ้านเมืองอยู่เสมอ แต่ความเป็นจริงแล้วในสมัยนั้น นายแพทย์บุญส่งหาได้มีความคิดที่จะไม่เห็นด้วยหรือต่อต้านการสร้างเขื่อนดังกล่าวไม่ ดังจะเห็นได้จากบทความที่ว่า “เขื่อนภูมิพลจะช่วยประเทศไทยและช่วยป่าไม้ได้อย่างไร” (จากหนังสือหากป่าไม้ยังอยู่ยั้งยืนยง หน้า 345-347) ซึ่งตรงกันข้าม นายแพทย์บุญส่งได้มีความเห็นสนับสนุนด้วย โดยสรุปว่า “สรุปผลของเขื่อนภูมิพลแล้วเห็นว่าเป็นโครงการที่จะทำประโยชน์ให้แก่ประเทศไทยอย่างมหาศาล คุ้มค่าที่รัฐบาลจะลงทุนก้อนใหญ่ๆ ไป (พูดตามผลของการคำนวณและขอบนบานเทพยดาฟ้าดินให้ได้ผลอย่างว่านั้นเถิด) ประโยชน์จากเขื่อนนี้ก็มีมากมาย ไฟฟ้าจะมีใช้ทั่วถึงทั้งภาคเหนือและภาคกลางของประเทศไทย แรงไฟฟ้าสูง ค่ายูนิตไฟฟ้าจะถูกลง โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ จะมีตั้งมากขึ้น ผลิตผลต่างๆจากอุตสาหกรรมจะมีราคาถูกลง ฯลฯ…ประชาชนจะได้ใช้ไฟฟ้าราคาถูกๆ ในการหุงต้มและรีดเสื้อผ้าแทนการใช้และถ่านอย่างแบบเดิม โดยเหตุนี้แหละการทำลายป่าและความพินาศของป่าก็จะได้เบาบางน้อยลงไปอีกอย่างมาก นอกจากนี้เขื่อนภูมิพลยังมีประโยชน์ในการกสิกรรม การคมนาคมทางน้ำก็จะสะดวก…เป็นประโยชน์ในการป้องกันน้ำเค็มในกรุงเทพฯ และธนบุรีในฤดูแล้ง…”

“…ประโยชน์อีกอย่างหนึ่งในความเห็นของข้าพเจ้าก็คือ จะมีทะเลสาบน้อยๆ เกิดขึ้นเหนือเขื่อนนี้ 2 แห่ง ข้าพเจ้าเคยนั่งฝันนอนฝันว่ามันคงจะเป็นที่น่าเที่ยวไม่น้อย คงจะมีฝูงนกเป็ดน้ำหลายชนิดเป็นหมื่นๆ แสนๆ อยู่ในทะเลสาบนี้… หวังว่ากรมชลประทานคงจะไม่ลืมที่จะห้ามไม่ให้ใครยิงนกในบริเวณอ่างนี้ และทำที่บริเวณนั้นให้เป็นซังจูอารีไปในตัวเสียด้วย“

“…เรื่องที่น่าคิดต่อไปอีกสักเล็กน้อยจากเรื่องของเขื่อนยันฮี ก็คือว่าเมื่อมาอุตส่าห์ลงทุนสร้างเขื่อนมหึมาด้วยหวังผลอย่างมหาศาลเช่นนี้แล้ว ทางกรมป่าไม้ กรมกสิกรรม กรมประชาสงเคราะห์ และกระทรวงมหาดไทยก็ควรจะทำงานบางอย่างให้ประสานงานกับโครงการนี้ เช่น การปราบปรามการทำไร่เลื่อนลอยของชนเผ่าต่างๆ ตามเทือกเขาต้นน้ำปิงการทำลายป่า…จะทำให้การได้น้ำจากขุนเขาลงมายังอ่างเก็บยันฮีนั้นน้อยลง ที่ดินหรือซิ้ลท์จากเขาหัวล้านทั้งหลายก็จะถูกฝนชะพังและไหลเทลงมายังอ่างเก็บน้ำนี้มากขึ้น และทำให้พื้นเป็นมากขึ้นทุกๆ ปี…”

แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการสร้างเขื่อนต่อๆ มาทำให้นายแพทย์บุญส่งต้องเปลี่ยนกระแสความคิดเนื่องจากว่าโครงการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่เหล่านี้ได้กลายเป็นสื่อหรือสะพานที่นำไปสู่การทำลายทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะป่าไม้มากมายยิ่งกว่าเนื้อที่ป่าที่ถูกน้ำท่วมเพราะมีเขื่อนอีกหลายเท่า รวมทั้งความเสียหายต่างๆ ที่อุบัติขึ้นที่ไม่อาจคาดการณ์ล่วงหน้าได้โดยมิได้มีการวิเคราะห์ในแง่การคุ้มต่อการลงทุน รวมทั้งความเดือดร้อนที่เป็นผลกระทบต่อประชาชน บทเรียนจากของจริงเหล่านี้จึงเป็นเหตุให้ให้นายแพทย์บุญส่งและนักอนุรักษ์อื่นๆ เปลี่ยนความคิดเป็นการคัดค้านต่อต้านการสร้างเขื่อนตลอดมา

2. การรณรงค์ผลักดันรัฐบาลให้ออกกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่าและการจัดตั้งอุทยานแห่งชาตินับเป็นงานชิ้นสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของนิยมไพรสมาคม ที่เป็นรูปธรรมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

ในระยะนั้นการดำเนินงานของนิยมไพรสมาคมเมื่อมีเรื่องที่จะทักท้วงหรือเสนอรัฐบาล ก็จะเสนอเรื่องที่จะทักท้วงหรือเสนอรัฐบาล แล้วสมาคมฯ ก็ขออนุญาตเข้าพบเข้าพบนายกรัฐมนตรีโดยตรง โดยนายแพทย์บุญส่งจะพาคณะกรรมการเข้าคำนับและชี้แจงให้นายกรัฐมนตรีได้ทราบรายละเอียดของเรื่องราวที่เสนอ ซึ่งเมื่อข้าพเจ้าได้เข้าร่วมเป็นกรรมการสมาคมฯ เมื่อปี 2502 แล้วก็ได้มีโอกาสเข้าพบนายกรัฐมนตรีตามนัยดังกล่าว 2-3 ครั้ง ซึ่งก็ได้ผลดีสมตามความมุ่งหมายของสมาคมฯ โดยเป็นโชคดีของสมาคมฯ ที่ในระยะนั้นรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และต่อมาเป็นรัฐบาลจอมพลถนอมกิตติขจร มีใจกว้างยินดีรับฟังและรับข้อเสนอ เมื่อได้ฟังคำชี้แจงของสมาคมฯ แล้ว

นิยมไพรสมาคมได้เสนอให้รัฐบาลออกพระราชบัญญัติคุ้มครองสัตว์ป่ามาหลายสมัยและได้แก้ไขตัดทอนกันตลอดมา แต่ไม่เคยนำเข้าพิจารณาในสภาจนมาถึงรัฐบาลคณะปฏิวัติ (จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์) จึงได้หยิบยกขึ้นมาพิจารณาแก้ไขปรับปรุง ในที่สุดก็ได้รับหลักการ และต่อมาก็มีการประกาศใช้ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2503

การจัดตั้งอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เช่นเดียวกันนิยมไพรสมาคมได้พยายามเสนอรัฐบาลขอให้จัดตั้งอุทยานแห่งชาติมาตั้งหลายรัฐบาลแล้ว แต่ไม่มีรัฐบาลใดสนใจ จนกระทั่งในปี 2502 นายกนิยมไพรสมาคมได้นำคณะกรรมการเข้าคำนับจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และเสนอขอให้จัดตั้งอุทยานแห่งชาติขึ้น จากการที่คุณหมอบุญส่งได้ชักชวนจอมพลสฤษดิ์ให้ขึ้นเครื่องเฮลิคอปเตอร์ไปเห็นสภาพป่าของดงพญาเย็นที่ถูกทำลายไปเป็นที่น่าวิตกก็เป็นผลให้นายกรัฐมนตรีเห็นชอบด้วยกับข้อเสนอของสมาคมฯ จึงได้มีบัญชาให้กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวง มหาดไทยจัดการ โดยกระทรวงมหาดไทยได้ประกาศเมื่อ 6 พฤศจิกายน 2502 เพื่อกำหนดเขตหวงห้ามที่ดินเพื่อเตรียมจัดเป็นอุทยานที่เทือกเขาใหญ่ ดอยอินทนนท์ ทุ่งแสลงหลวง และเทือกเขาสลอบ และในเดือนกันยายนปีเดียวกันนี้ คณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาปรับปรุงเขาใหญ่เป็นอุทยานขึ้น มีกรรมการทั้งหมด 17 นาย โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานกรรมการส่วนมากเป็นอธิบดีและผู้แทนกรมและองค์กรที่เกี่ยวข้องโดยนายแพทย์บุญส่งได้รับเชิญเป็นกรรมการด้วย                                    

คณะกรรมการชุดนี้มีการประชุมเพียงครั้งเดียวเมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 2503 ซึ่งมีเรื่องสำคัญคือมีเอกชนต่างชาติยื่นขอพัฒนาเขาใหญ่ โดยจะรับตัดถนนขึ้นไปบนเขาใหญ่ด้วยทุนของตนเองแต่จะขอกรรมสิทธิ์ที่ดินบนเขาใหญ่ 5,000 ไร่ เพื่อทำสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและขอสัมปทานตั้งคาสิโนบนเขาเป็นเวลา 25 ปี

เรื่องนี้นายแพทย์บุญส่งได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่าในการประชุมกรรมการครั้งนั้น ท่านได้ลุกขึ้นคัดค้านว่า “ผู้ใดที่ยกเขาใหญ่ไปให้ชาวต่างชาติตามที่เขาเสนอมานี้ ควรจะจับไปลงโทษสถานหนักที่สุด” ซึ่งเป็นผลให้ทั้งรัฐบาลและกรรมการไม่มีใครเห็นด้วย เพราะเป็นภัยต่อประชาชนและประเทศชาติ

ต่อมาเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2503 คณะรัฐมนตรีได้ยุบเลิกคณะกรรมการชุดเดิมและตั้ง “คณะกรรมการพัฒนาเขาใหญ่” ขึ้นแทน แต่คราวนี้ผู้แทนนิยมไพรสมาคมไม่ได้รับเชิญให้เข้าอยู่ในกรรมการชุดใหม่นี้ และเมื่อสภารับหลักการ พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติ เขาใหญ่เปิดดำเนินการเมื่อปี 2505 ประเทศไทยก็ได้เขาใหญ่เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกที่ผิดแบบแผนของอุทยานแห่งชาติทั่วโลก โดยมีสนามกอล์ฟอยู่ในเขตอุทยานฯ ด้วย

นอกจากนี้นิยมไพรสมาคมยังได้เสนอรัฐบาลตั้งแต่ปี 2501 ให้ประกาศเขตอุทยานแห่งชาติอีกหลายแห่ง ได้แก่ เทือกเขาสลอบ (กาญจนบุรี) เขตภูพาน (สกลนคร) ทุ่งแสลงหลวง (พิษณุโลก) เขาคิชฌกูฎ (จันทบุรี) เทือกเขาหลวง (นครศรีธรรมราช) คอยอินทนนท์ ดอยสุเทพ (เชียงใหม่) เขาสอยดาว (จันทบุรี) ป่าน้ำหนาว (เพชรบูรณ์) และป่าทับลาน (ระหว่างอำเภอปักธงชัยกับปราจีนบุรี) ซึ่งก็ได้มีการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตามที่สมาคมฯ เสนอ และต่อมาก็มีการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติเพิ่มขึ้นอีก จนถึงปัจจุบันรวมไม่น้อยกว่า 101 แห่ง และตั้งแต่ปี 2508-2516 รัฐบาลจึงได้มีการจัดตั้งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าขึ้น โดยเริ่มที่ทุ่งใหญ่นเรศวร (กาญจนบุรี) ป่าสลักพระ (กาญจนบุรี) ห้วยขาแข้ง (อุทัยธานี ตาก นครสวรรค์) คลองนาคา (ระนอง) ภูเขียว (ชัยภูมิ) ลุ่มน้ำปาย (แม่ฮ่องสอน) เขาสอยดาว (จันทบุรี) และประกาศเพิ่มเติมขึ้นจนปัจจุบันมีไม่น้อยกว่า 46 แห่ง

3. ช่วยในการจัดตั้งนิยมไพรสมาคมสาขากาญจนบุรี (พ.ศ. 2500-2501)

เรื่องนี้มีประวัติว่าประชาชนชาวกาญจนบุรีได้ตื่นตัว รู้จักคุณค่าและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทยในจังหวัดกาญจนบุรีมานานแล้ว ตั้งแต่ครั้งเมื่อ ฯพณฯ พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนายังมีชีวิตอยู่นั้น ท่านนิยมไปเที่ยวชมสัตว์ป่าเนืองๆ และได้เคยดำริที่จะออกกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่าพร้อมทั้งที่จะจัดตั้งอุทยานแห่งชาติขึ้น

ต่อมาเมื่อปี 2499 ขาวกาญจนบุรีได้ต้อนรับนิสิตคณะเศรษฐศาสตร์สหกรณ์ แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยพิมพ์สารมีข้อความขอฝากคณะนิสิตดังกล่าว เพื่อช่วยให้จัดตั้งวนอุทยานขึ้นภายในปี 2500 ในปีต่อมาก็มีนิสิต นักศึกษาชาวกาญจนบุรีจาก 4 มหาวิทยาลัย คือ ธรรมศาสตร์ แพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ และเกษตรศาสตร์ แสดงความปรารถนาให้รัฐบาลจัดตั้งวนอุทยานหรือป่ามฤคทายวันขึ้นที่จังหวัดนี้ เพื่อเป็นพุทธบูชาในโอกาสที่ครบรอบ 25 พุทธศตวรรษ จึงได้มาขอคำแนะนำจากนายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล เมื่อ 29 สิงหาคม 2500 ต่อมาเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2500 นิยมไพรสมาคม สาขากาญจนบุรี จึงได้กำเนิดขึ้น โดยมีท่านผู้หญิงบุญหลง พหลพลพยุหเสนา นายจำลอง ธนโสภณ
พ.ต.อ.จํารัส มังคลารัตน์ นายแผน ศิริเวชพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกสภาจังหวัด ได้พร้อมใจกันเสนอข้อบังคับว่าด้วยการคุ้มครองและสงวนพันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งต่อมานิยมไพรสมาคม สาขากาญจนบุรี ก็ได้จัดกิจกรรมเพื่อเผยแพร่เรื่องธรรมชาติสัตว์ป่าและวนอุทยานอย่างแข็งขัน

4. ช่วยประชาชนท้องถิ่นจัดตั้งสถานหรือเขตห้ามล่าสัตว์

  • ได้ช่วยวัดไผ่ล้อม อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี จัดการคุ้มครองนกปากห่างที่มาอาศัยอยู่ที่วัดนี้ มิให้ผู้ใดมารบ
    กวนหรือทำร้ายตั้งแต่ปี 2497
  • ได้ช่วยวัดนิยมไพรวนารามทับตะโก จังหวัดราชบุรี จัดทำเป็นเขตห้ามล่าสัตว์โดยเฉพาะนกเป็ดน้ำ
  • ได้ช่วยจัดตั้งเขตสวนสัตว์เปิดเขาเขียวขึ้นที่จังหวัดชลบุรี เมื่อปี 2513

5. ก่อตั้งชมรมดูนกกรุงเทพฯ (Bangkok Bird Club) ขึ้นเมื่อปี 2505

เรื่องนี้ตามที่ได้รายงานไว้ในนิตยสาร “นิยมไพร” ปรากฏว่านายแพทย์บุญส่งและนายกิตติ ทองลงยา ผู้ช่วย ได้ชวนกันไปเที่ยวชมนกแถวบางปูตั้งแต่ปี 2501 แล้ว และได้จัดตั้งชมรมดูนกขึ้นเมื่อปี 2505 โดยสมาชิกในตอนแรกมีเพียงไม่กี่คน และเป็นชาวต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ และได้พาสมาชิกนิยมไพรสมาคมไปดูนกบ้างเป็นครั้งคราว แต่ไม่บ่อยนัก และในปี 2547 ก็ได้มีการทำ Bird banding นำคณะดูนกจากต่างประเทศไปดูนกที่จังหวัดใกล้เคียง

ต่อมาในปี 2511 นายแพทย์บุญส่งจึงได้แต่งและพิมพ์หนังสือ Bird Guide of Thailand ออกเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นที่ยินดีและชื่นชอบของสมาชิกชมรมและองค์การต่างประเทศเป็นอันมาก แต่ก็ยังไม่ใคร่มีกิจกรรมมากนัก จนกระทั่งปี 2520 จึงได้มีการฟื้นฟูขมรมขึ้นมา โดยจัดรูปองค์การและแต่งตั้งกรรมการใหม่ มีการจัดกิจกรรมในการบรรยายและจัดนำออกไปดูนก ทำให้ชมรมมีสมาชิกเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ และมีกิจกรรมในการออกเดินทางไปดูนกในที่ต่างๆ โดยเฉพาะอุทยานแห่งชาติหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเป็นประจำ และยังมีการออกนับนกในที่ต่างๆ เพื่อรวบรวมสถิติแนวโน้มของจำนวนนกที่พบ หรืออพยพมาท้องถิ่นนั้นๆ เป็นประจำ ซึ่งทำให้สมาชิกของชมรมมีโอกาสเรียนรู้จักชนิดของนกมากขึ้น และมีความชำนาญในการแยกแยะชนิดของนกที่พบเห็นมากขึ้นเป็นที่น่าพอใจ นับว่าชมรมได้เจริญขึ้นเป็นปึกแผ่นสามารถดำเนินการได้ด้วยตนเองอย่างสมบูรณ์

6. จัดให้มีงานวันคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ ตั้งแต่ปี 2511

เนื่องจากพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าได้ประกาศใช้มาตั้งแต่ปี 2503 แต่มีการดำเนินงานน้อย นิยมไพรสมาคมจึงได้เชิญคณะกรรมการรวมทั้งเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ สโมสรวนศาสตร์ และหัวหน้านิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ มาประชุมพิจารณา โดยกำหนดวันที่ 26 ธันวาคม อันเป็นวันที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ทรงลงพระนามาภิไธยในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประกาศใช้ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าเมื่อ พ.ศ. 2503 จึงได้จัดงานวันคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติขึ้นเป็นครั้งแรก ตามกำหนดวันดังกล่าวเมื่อพ.ศ. 2511 

ในการจัดงานดังกล่าว นอกจากมีการพิมพ์เอกสารแจกในเรื่องการคุ้มครองสัตว์ป่าแล้ว ก็มีกิจกรรมฉายภาพยนตร์ การบรรเลงดนตรี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเมื่อยังทรงดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงร้องเพลงหมู่ “ไพรนิยม” ร่วมกับพระสหายและนิสิตนักศึกษา 5 มหาวิทยาลัยที่โรงภาพยนตร์เฉลิมเขตในวันงานด้ว

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงร้องเพลงหมู่ “ไพรนิยม”

นอกจากนี้ นิยมไพรสมาคมยังได้เสนอนายกรัฐมนตรี (จอมพลถนอม กิตติขจร) เพื่อขอความสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดาฯ ทรงร้องเพลงหมู่“ ไพรนิยม” ร่วมมือในการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้พิจารณาแล้วมีคำสั่งให้กระทรวงทบวงกรมต่างๆ กำชับข้าราชการให้ช่วยคุ้มครองสัตว์ป่า 4 ประการคือ

  1. กำชับข้าราชการมิให้ทำผิดกฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า
  2. ให้เจ้าหน้าที่ปราบปรามร้านขายอาหารที่นำเนื้อสัตว์ที่ต้องห้ามมาปรุงอาหารโดยไม่ได้รับอนุญาต
  3. กำชับเจ้าหน้าที่ให้จับกุมผู้ทำผิดกฎหมายฉบับนี้
  4. สั่งห้ามยิงนกระเบิดปลาในบริเวณอ่างเก็บน้ำทุกแห่ง 

7. พัฒนาอาชีพชาวเขาบนดอยอินทนนท์ให้ปลูกพืชทดแทนฝิ่นและรักษาป่าที่เหลือ

นิยมไพรสมาคมได้จัดตั้งคณะผู้ริเริ่มโครงการพัฒนาชาวเขาบนดอยอินทนนท์เมื่อ พ.ศ. 2514 โดยได้เชิญพลเอก ประภาส จารุเสถียร เป็นประธาน มีกรรมการ 17 ท่าน รวมทั้งผู้ใหญ่บ้านชาวเขาด้วย เนื่องจากป่าบนดอยนี้ถูกชาวเขาโค่นถางเพื่อปลูกฝิ่นไปมากมาย เหลือเป็นทุ่งหญ้าคาเป็นส่วนใหญ่ นิยมไพรสมาคมมีความตั้งใจที่จะเปลี่ยนทุ่งหญ้าให้ชาวเขาทำไร่กาแฟแทนการปลูกฝิ่น และได้เริ่มดำเนินการด้วยการสร้างค่ายพักตามระยะทางขึ้นดอย และสร้างสำนักสงฆ์ เพื่อชักชวนให้คนขึ้นไปท่องเที่ยวชมทิวทัศน์ และการแต่งกายขนบธรรมเนียมประเพณีชาวเขา และยังได้เสนอให้รัฐบาลตัดถนนขึ้นดอยนี้ เพื่อจะได้ทำเป็นเมืองตากอากาศ หรือ Hill Station แต่โครงการนี้ไม่มีความก้าวหน้า เพราะไม่ได้รับการส่งเสริมหรือสนับสนุนจากรัฐบาลในการดำเนินการ

8. แต่งหนังสือวิชาการเกี่ยวกับสัตว์สำหรับผู้สนใจศึกษา และเพื่อใช้เป็นเอกสารอ้างอิง

หนังสือวิชาการที่นายแพทย์บุญส่งประพันธ์รวมทั้งวาดรูปประกอบเองมีดังนี้

8.1 Bird Guide of Thailand พิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2511 มีคุณกิตติ ทองลงยา ร่วมช่วย

ก่อนหน้าที่หนังสือเล่มนี้จะตีพิมพ์ออกมานั้น นายแพทย์บุญส่งได้เขียนบทความเรื่องนก รวมทั้งวาดภาพประกอบด้วยตัวของท่านเองทั้งหมด ตีพิมพ์ลงในวารสารนิตยสารต่างๆ คือวารสารวิทยาศาสตร์ นิตยสารหรือจุลสารนิยมไพร ข่าวนิยมไพร เป็นตอนๆ มาตั้งแต่ปี 2498 ในระยะเวลา 2-3 ปีก่อนที่หนังสือจะตีพิมพ์ ข้าพเจ้าได้เห็นนายแพทย์บุญส่งวาดภาพนกด้วยสีน้ำ โดยอาศัยตัวอย่างนกสตัฟฟ์ที่ท่านได้เก็บรวบรวมมาไว้เป็นเวลาหลายปี ท่านบอกว่าไม่อยากให้ช่างเขียนผู้อื่นวาดให้ เพราะเกรงว่าจะผิดลักษณะของนกแต่ละชนิด ซึ่งนับว่าท่านเป็นผู้มีอุตสาหะมาก และยังมีฝีมือในการวาดภาพอีกด้วย ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าเห็นว่าท่านมีอาการแพ้สารเคมีที่ใช้เก็บรักษาซากนกหรือสารหนูขาว (Arsenic trioxide) โดยมือและแขนขาท่อนล่างมีอาการบวมแดง แต่ท่านก็ยังคงถือนกสตัฟฟ์ไว้มือหนึ่งและวาดภาพอีกมือหนึ่ง ทั้งๆ ที่มีอาการบวมเช่นนั้นโดยไม่ยอมหยุด

หนังสือเล่มนี้ เมื่อออกพิมพ์จำหน่ายก็ได้รับการต้อนรับอย่างกระตือรือร้น และเป็นที่ชื่นชอบจากนักดูนกทั้งหลายมากที่ได้มีคู่มือที่แสดงนกท้องถิ่นที่จะใช้ไปศึกษานกได้ดี และบางทีหนังสือเล่มนี้ก็ไปเป็นประโยชน์ในกรณีหรือแก่บุคคลที่คาดไม่ถึง กล่าวคือเมื่อเดือนเมษายน 2513 ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปค้างคืนที่สวนโมกขพลาราม ด้วยความเมตตาของท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ ปรมาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทความหมายที่แท้จริงของพุทธธรรม เมื่อเวลาเข้าตรู่หน้ากุฏิเล็กบนไหล่เจ้าพุดทองที่ข้าพเจ้านอนค้าง ข้าพเจ้าได้เห็นนกสีขาว หางยาว หัวดำ ที่สวยงามมากตัวหนึ่งบินมาเกาะกิ่งไม้ที่อยู่ตรงหน้า และโผบินไปมาไม่อยู่นิ่ง ซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยเห็นมาก่อน เมื่อลงมานมัสการท่านอาจารย์พุทธทาส เพื่อถามเรื่องนกที่พบว่าท่านเคยเห็นหรือไม่ ท่านกลับเข้าไปในกุฏิของท่านแล้วกลับออกมาโดยถือหนังสือ Bird Guide ของนายแพทย์บุญส่งดังกล่าว แล้วเปิดให้ดูหน้าหนึ่งที่มีรูปนก (เหมือนกับตัวจริง) ที่ข้าพเจ้าเพิ่งได้เห็นเมื่อเช้า และชี้มือที่รูปถามว่า ตัวนี้ใช่หรือไม่ ข้าพเจ้าเห็นในหนังสือว่ารูปนกนั้นคือนกแซวสวรรค์ขาว (Paradise Flycatcher) ซึ่งข้าพเจ้าได้เห็นในวันนั้นเป็นครั้งแรกในชีวิต แสดงว่าท่านอาจารย์พุทธทาสท่านสังเกตธรรมชาติทั้งสัตว์และพืชรอบตัวท่านเสมอมา

หนังสือ Bird Guide of Thailand ฉบับที่ปรับปรุงใหม่พิมพ์ครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2517 โดยนายแพทย์บุญส่งแต่งร่วมกับ E.W. Cronin J.R. และก่อนล้มป่วยลงก็ได้เริ่มแต่งและปรับปรุงฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 

8.2 Mammals of Thailand พ.ศ. 2520 ร่วม u J.A. McNeely

8.2 Field Guide to Butterflies of Thailand พ.ศ. 2520 ร่วมกับ K. Askins, J. Nashitachata และ A. Samruadkit

นอกจากนี้ยังได้เขียนเรื่องสัตว์ต่างๆ ลงในวารสารหลายเล่ม ได้แก่ เรื่องเต่า หอยชายทะเลไทย จระเข้ งู อึ่งอ่างและคางคก กิ้งก่าซึ่งได้รับการพิมพ์อีกหลายเล่ม

ที่ควรจะกล่าวถึงก็คือได้เขียนเรื่อง “สัตว์ในวรรณคดี” ลงในหนังสือข่าวนิยมไพร ฉบับกันยายนปี 2520 และตามที่ได้กล่าวมาแล้ว นายแพทย์บุญส่งได้เริ่มเผยแพร่เรื่องทรัพยากรธรรมชาติ (และคอนเชิฟเวชั่น) ลงในนิตยสารในสมัยเริ่มแรกของนิยมไพรสมาคม ตั้งแต่ปี 2501 ต่อมาเมื่อปี 2515 ก็ได้เขียนลงเผยแพร่ในสารนิยมไพรฉบับเยาวชนอีก โดยอธิบายเรื่อง การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและนิเวศวิทยา ซึ่งนอกจากจะให้คำจำกัดความและความหมายที่กว้างขวางชัดเจนยิ่งขึ้นในเรื่องอนุรักษ์และสิ่งที่ควรอนุรักษ์ ได้แก่ ป่าไม้ สัตว์ป่า ดิน น้ำ แร่ โบราณสถาน ทิวทัศน์ ชายทะเล ในป่า

ในธรรมชาติ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและวนอุทยาน แล้วก็มีการอนุรักษ์คน คือขนบธรรมเนียมประเพณีการใช้สิทธิเสรีภาพ โดยในแต่ละระดับหัวข้อได้กล่าวถึงปัญหาในประเทศไทยด้วย และได้อธิบายถึงนิเวศวิทยา“นิเวศเน่า” น้ำเน่า อากาศเสีย เสียงรบกวน ขยะมูลฝอย ทะเล และขี้น้ำมัน พิษจากน้ำมันสูตรใหม่ที่มีสารตะกั่วการอนุรักษ์แรงงาน และภัยจากยาฆ่าแมลง ยาฆ่าพืช และเคมีฆ่ารา และได้กล่าวถึงปัญหาสำคัญที่สุดในท้ายเรื่องคือการป้องกันคนล้นโลก ซึ่งการเผยแพร่ในเรื่องนี้ทั้งสองวาระ นับเป็นการบุกเบิกให้คนได้ทราบและมีความรู้ที่นำสมัยไปหลายปี

จากผลงานของท่าน ทำให้ท่านเป็นที่รู้จักและยอมรับจากบุคคลและองค์การต่างประเทศที่สำคัญๆ ทั่วโลกและยังได้ร่วมในกิจกรรมขององค์การเหล่านั้น ได้แก่ International Council For Bird Preservation (ICBP) World Wide Fund For Nature (WWF) International Union For Conservation of Nature and Natural Resources (IUCN) โดยได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ได้รับรางวัล J. Paul Getty สำหรับการอนุรักษ์ธรรมชาติเมื่อปี 2522 และได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่าและการอนุรักษ์ธรรมชาติจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตามลำดับ ฯลฯ และก่อนท่านจะล้มป่วยลง

หลังจากนี้ งานสำคัญที่นายแพทย์บุญส่งมีวัตถุประสงค์ก็คือความต่อเนื่อง และความเป็นปึกแผ่นของกิจกรรมของนิยมไพรสมาคม โดยเฉพาะกองทุนที่จะมาสนับสนุนงานอนุรักษ์ธรรมชาติ ท่านจึงได้ก่อตั้งมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย และด้วยพระเมตตาและพระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถทรงมีต่อนายแพทย์บุญส่งจึ งทรงรับมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทยไว้ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ทั้งนี้ เจ้าชายฟิลิป ดยุคแห่งเอดินเบอระ องค์ประธานของ WWF International ซึ่งมีความศรัทธาในตัวและผลงานของนายแพทย์บุญส่ง จึงทรงรับเชิญจากนายแพทย์บุญส่งเสด็จมาร่วมงานจัดหาทุนจัดตั้งมูลนิธิฯ เมื่อ 13 ตุลาคม 2526 โดยที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถได้เสด็จฯ เป็นองค์ประธานของงานในครั้งนั้นด้วย และนายแพทย์บุญส่งก็ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการคนแรกของมูลนิธิฯ ด้วย

แต่ความปรารถนาอันแรงกล้าอีกข้อหนึ่งของนายแพทย์บุญส่งก็คือ อยากให้ประเทศไทยมีพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสศึกษาธรรมชาติของชีวิตสัตว์ต่างๆ ดังเช่นที่มีในนานาประเทศ แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ

เรื่องนี้ท่านได้เคยปรารภมาหลายครั้ง แล้วก็โชคดีที่ข้าพเจ้าได้เคยไปชมพิพิธภัณฑ์ประเภทดังกล่าว คือ Museum of Natural History ที่เมืองเดนเวอร์ นครนิวยอร์ก และกรุงลอนดอน ข้าพเจ้าจึงเข้าใจว่าพิพิธภัณฑ์ที่ท่านกล่าวถึงเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงธรรมชาติของชีวิตสัตว์ต่างๆ ตั้งแต่การก่อกำเนิด การวิวัฒนาการ ความสัมพันธ์ระหว่างสัตว์ต่างๆตลอดจนจำลองที่อยู่อาศัย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการที่ท่านจะอุทิศตัวอย่างสัตว์สตัฟฟ์ต่างๆ ที่ท่านได้เก็บสะสมไว้ให้แก่พิพิธภัณฑ์นี้เป็นสมบัติของชาติหรือของโลกต่อไป

นายแพทย์บุญส่งได้เขียนเล่าไว้ในนิตยสารนิยมไพร (ปีที่ 1 เล่มรวม 9-12 ปี 2501) ว่าความจริงเรื่องนี้เคยเป็นพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่จะให้เมืองไทยมีพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาสำหรับประชาชนจะได้ศึกษาเป็นความรู้อย่างในต่างประเทศทั่วๆ ไปจึงได้ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ขึ้น แต่เนื่องจากเมืองไทยยังขาดผู้มีความรู้ในการเก็บรักษาซากสัตว์โดยการสตัฟฟ์ และยังไม่ใคร่มีความสนใจในธรรมชาติจึงมิได้มีการเก็บสะสมตัวอย่างสัตว์ป่าและพืชในเมืองไทย กลับใช้เงินพระราชทานไปซื้อสัตว์สตัฟฟ์จากต่างประเทศมาเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติที่วังหน้าก่อนเป็นการชั่วคราว จนกว่าจะมีพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา ต่อมาจึงได้ย้ายสัตว์สตัฟฟ์เหล่านั้นแบ่งไปให้โรงเรียนต่างๆ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเก็บไว้ ซึ่งก็เสียหายสิ้นสภาพไปตามกาลเวลาเป็นส่วนมาก เนื่องจากขาดการบำรุงรักษา อุบัติการณ์ของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาในสมัยนั้นจึงได้ล้มเลิกไป

ต่อมานิยมไพรสมาคมได้เสนอคณะรัฐมนตรีเมื่อตั้งสมาคมขึ้นใหม่ๆ เพื่อขอให้จัดตั้งพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติขึ้นในสวนลุมพินี ในวงเงิน 9 ล้านบาทคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติเงินงบประมาณจำนวนดังกล่าวปีละ 4.5 ล้านบาทเป็นเวลา 2 ปีโดยให้กระทรวงศึกษาธิการร่วมกับเทศบาลนครกรุงเทพในสมัยนั้นดำเนินการ แต่ปรากฏว่ากระทรวงศึกษาธิการกลับนำเงินงบประมาณดังกล่าวไปสร้างสถานลีลาศขึ้นที่สวนลุมพินีแทน ให้เห็นเป็นตัวอย่างที่มิชอบในการบิดเบือนวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาของประชาชนจนทุกวันนี้ และความพยายามในเรื่องนี้ของนิยมไพรสมาคมในระยะต่อมาก็ยังไม่มีรัฐบาลใดๆ สนใจนายแพทย์บุญส่งจึงมีความคิดที่จะอุทิศตัวอย่างสัตว์สตัฟฟ์เขาสัตว์ต่างๆ ที่ท่านได้เก็บรวมรวมไว้ให้แก่องค์การนานาชาติที่สนใจเพื่อเป็นมรดกของโลกต่อไป

อย่างไรก็ตาม 20 กว่าปีต่อมารัฐบาลเริ่มสนใจในการที่จะจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาขึ้น โดยมีฝ่ายพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเป็นหน่วยงานของศูนย์บริภัณฑ์เพื่อการศึกษา กรมการศึกษานอกโรงเรียน และในปี 2524 นายแพทย์บุญส่งก็ได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการเตรียมหารูปแบบและแนวทางจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาขึ้น โดยที่ประชุมได้เลือกนายแพทย์บุญส่งเป็นประธานในการประชุม ซึ่งก็เป็นผลดียิ่ง และหลังจากนั้นนายแพทย์บุญส่งก็ได้มีโอกาสนำเขาสัตว์ทยอยมาบริจาคให้แก่ทางราชการจนถึงปี 2527 และท่านยังได้มาช่วยดำเนินการจัดทำนิทรรศการ ควบคุม ติดตั้งและรวบรวมข้อมูลด้วยตนเองให้ศูนย์บริภัณฑ์เพื่อการศึกษาโดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยเป็นเวลาแรมปีทั้งๆ ที่อายุมากแล้ว และสุขภาพไม่แข็งแรง จนกระทั่งการจัดนิทรรศการได้ลุล่วงไปด้วยดี

ในที่สุดหลังจากที่นายแพทย์บุญส่งได้ล้มป่วยลงเป็นเวลาร่วม 7 ปีและถึงแก่กรรมเมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2535 ก็ได้มีพิธีเปิด “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาบุญส่ง เลขะกุล” องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม โดยมีคุณสุภาพ เลขะกุล ภริยานายแพทย์บุญส่ง ได้รับเกียรติให้เป็นประธานในพิธีเปิดเมื่อ 29 สิงหาคม 2544 และเป็นที่น่ายินดีที่ต่อมา ดร.จารุจินต์ นภีตะภัฏ ซึ่งเคยได้รับการอุปการะจากนายแพทย์บุญส่ง ชวนให้ไปช่วยทำงานร่วมกับท่าน (อย่างลูก) และช่วยทำงานต่อหลังจากท่านถึงแก่กรรมแล้วไ ด้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาบุญส่ง เลขะกุล ซึ่งก็อาจกล่าวได้ว่าความปรารถนาของท่านในเรื่องนี้ได้ประสบผลสำเร็จโดยสมบูรณ์

แต่ผลงานที่ใหญ่ยิ่งของนายแพทย์บุญส่งที่ผลิดอกออกผลอย่างกว้างขวางให้เห็นได้ในปัจจุบัน ก็คือได้มีองค์กรสมาคมชมรมและกลุ่มต่างๆ ที่มีการดำเนินงานหรือวัตถุประสงค์เกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นอย่างมากมายโดยประชาชนทั่วไป รวมทั้งนักวิชาการ นักการเมือง ผู้บริหารบ้านเมือง สื่อมวลชน ได้ตื่นตัวด้วยความรู้และจิตสำนึกในเรื่องความสำคัญของการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากขึ้นตามลำดับ

และผลที่ได้ออกมาเป็นรูปธรรมที่ใหญ่ยิ่งที่ควรจะจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ก็คือเมื่อปี 2523 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้เสนอโครงการสร้างเขื่อนน้ำโจน เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าบนลำน้ำแควใหญ่ โดยในเขตป่าสงวนแห่งชาตินั้นติดต่อกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรและห้วยขาแข้ง ซึ่งเป็นพื้นที่ทางธรรมชาติที่ใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย และนายแพทย์บุญส่งเป็นผู้นำที่สำคัญผู้หนึ่งที่ดำเนินการคัดค้านการก่อสร้างเขื่อนดังกล่าวก่อนที่ท่านจะล้มป่วยลง ตั้งแต่นั้นกระแสการคัดค้านจากองค์กรอนุรักษ์ต่างๆ ร่วม 15 สถาบันก็ได้เริ่มขึ้นออกเป็นข่าวใหญ่อย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2525 ก็ดูเหมือนว่าการพิจารณาโครงการดังกล่าวจะถูกระงับไว้ชั่วคราว แต่ต่อมาต้นปี 2529 รัฐบาลก็หยิบยกเอาโครงการนี้ขึ้นมาให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเพื่อขออนุมัติในหลักการและสำรวจเพิ่ม แต่ในระยะนี้องค์กรที่คัดค้านการสร้างเขื่อนน้ำโจนร่วมกว่า 31 องค์กรได้รวมตัวกันปรึกษาหารือร่วมกันรณรงค์อย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทยฯ และสมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อมทำหน้าที่ประสานงาน และร่วมสรุปหัวข้อเหตุผลที่คัดค้านโครงการนี้ เพื่อดำเนินการร่วมกันอนุรักษ์ป่าทุ่งใหญ่และทรัพยากรธรรมชาติไว้ให้ได้โดยตั้งผู้แทนไปขอพบรองนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการที่รัฐบาลตั้งขึ้น ทำหน้าที่พิจารณาข้อเสนอโครงการเขื่อนน้ำโจน เพื่อขอให้มีการพิจารณา โดยให้เปิดเผยข้อมูลที่สำคัญๆ ทั้งในด้านที่สมควรให้สร้างและที่ไม่สมควรให้สร้าง และเผยแพร่ผลการพิจารณาแต่ละครั้งต่อสาธารณะด้วย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการพิจารณาคณะกรรมการดังกล่าวที่ตั้งขึ้นมีจำนวน 40 คน ประกอบด้วยทั้งจากฝ่ายรัฐบาลการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ผู้แทนกระทรวงทบวงกรมต่างๆ จากมหาวิทยาลัย และองค์กรต่างๆ ฝ่ายอนุรักษ์ ซึ่งเมื่อคณะกรรมการได้มีการประชุมตั้งแต่ 14 ตุลาคมถึงพฤศจิกายน 2530 ในคณะกรรมการดังกล่าวที่เข้าประชุมนั้นมีผู้แทนฝ่ายองค์กรอนุรักษ์ที่คัดค้านเพียง 6 คน และในที่สุดผลการพิจารณาของคณะกรรมการก็สรุปว่าความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาตินั้นจะมีมาก และไม่คุ้มค่า ถ้าให้มีการสร้างเขื่อนน้ำโจน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องตัดสินใจให้ระงับโครงการนี้ โดยให้พิจารณาทางเลือกอื่นที่จะผลิตพลังงานไฟฟ้าต่อไป ซึ่งต่อมาก่อนที่นายแพทย์บุญส่งจะถึงแก่กรรมเพียงไม่นาน องค์การยูเนสโกแห่งสหประชาชาติมีมติขึ้นทะเบียนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่นเรศวรเป็นมรดกโลก

ฉะนั้นนับว่านายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล เป็นผู้ริเริ่มจุดประทีปบุกเบิกการอนุรักษ์ การศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าและต่อสู้เพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างแท้จริง ที่สมควรจะได้รับการนับถือและยกย่องว่าเป็น“ บิดาแห่งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย”

ที่มา : หนังสือ ๑๐๐ ปี นพ.บุญส่ง เลขะกุล ๒๔๕๐-๒๕๕๐ นายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล บิดาแห่งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย หน้า ๑๙-๓๘
เรื่อง: นายแพทย์นัดดา ศรียาภัย อดีตกรรมการนิยมไพรสมาคม
Writer
กองบรรณาธิการ

Related Post

ทัศนะ

สัตว์ป่า

ธรรมชาติ