นิตยสารชื่อดังแห่งยุค “ชาวกรุง” ถือโอกาสสัมภาษณ์ นพ.บุญส่ง เลขะกุล นายกสมาคมนิยมไพร ลงในฉบับปรับปรุงใหม่ ภายหลังจากที่ได้รับรางวัลคุ้มครองสัตว์ป่าคนที่ ๔ ของโลก เพื่อให้ผู้อ่านได้รู้จักคุณหมอนักสู้เพื่อป่าและสัตว์ป่าไทยผู้นี้มากยิ่งขึ้น

เอ่ยชื่อคุณหมอ บุญส่ง เลขะกุล ไม่เพียงแต่คนไทยอย่างเราๆ จะรู้จักเท่านั้น คนต่างชาติต่างแดนก็รู้จักสุภาพบุรุษจากไทยแลนด์ เจ้าของรางวัลคุ้มครองสัตว์ป่าของโลกคนที่ 4 ผู้นี้ และเราจึงถือโอกาสขอสัมภาษณ์ในฐานะบุคคลพิเศษ สําหรับ “ชาวกรุง” ฉบับปรับปรุงใหม่มาให้คุณได้รู้จักท่านยิ่งกว่าที่คิดว่าเคยรู้จักมาแล้ว
“ถ่ายรูปด้วยหรือ” คุณหมอกล่าวทักทายด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสอย่างคนที่นอนเต็มอิ่มมาแล้วในเย็นวันนั้น ที่บ้านตรอกกรมศุลกากร หรือซอยโรงภาษีในปัจจุบัน กลับออกมาอีกทีเสื้อเชิ้ตสีขาวเปลี่ยนเป็นลายสก็อตสีเหลือง
“ผมกําลังทําโครงการสัตว์เลื้อยคลาน”

คุณหมอเริ่มต้นเล่าถึงงานที่เราอยากรู้ “เชิญดื่มน้ำก่อน…การเก็บตัวอย่างสัตว์เลื้อยคลานต้องไปเก็บทุกแห่ง
ทั่วทุกป่าในเมืองไทย ไปหลายแห่ง เก็บพันธุ์สัตว์ต้องใช้เวลา ๒ – ๓ ปี นี่ผมเก็บมาแล้ว ๒ ปียังไม่เสร็จ ต้องเก็บต่ออีก ๒ ปี”
เก็บมาแล้วอย่าคิดว่าจบเรื่องแต่เพียงแค่นี้ หรือคิดว่าเป็นของกล้วยๆ ที่ใครๆ ก็ทําได้ และง่ายเหลือเกินที่จะไปเที่ยวป่าดูๆ ก็เสร็จ เพื่อประโยชน์ของคนรุ่นต่อไปได้รู้ว่าเมืองไทยเคยมีสัตว์เลื้อยคลานอะไรบ้าง คุณหมอก็ต้องเขียนอีก
“เก็บมาแล้ว ผมต้องใช้เวลา ๒ ปี จึงจะเขียนเป็นเรื่องได้ เมืองไทยมีกบ – เขียด เกือบ ๑๐๐ ชนิด กิ้งก่า จิ้งเหลนอีก ๑๐๐ ชนิด งูอีกราว ๑๔๐ ชนิด กว่าจะเขียนได้เสียเวลา ๔-๕ ปี”
คุณหมอกล่าว พร้อมกับยกตัวอย่างว่า “ผมจะเขียนเรื่องนกต้องใช้เวลา ๑๕ ปีถึงจะเขียนได้ เป็นหนังสือหนึ่งเล่มหนา ๑๕๐ ยก นกบ้านเราแบ่งออกเป็นวงศ์ๆ ถึง ๘๕๐ วงศ์ เรื่องนกกินเวลามากที่สุด”
พวกผู้หญิง พอได้ยินคําว่าสัตว์เลื้อยคลานคงร้องยี้ หรือรู้สึกขนลุกขนชันด้วยความขยะแขยง คุณหมอเอง
ก็ยอมรับว่าไม่ชอบมันนัก
“ก็ไม่ชอบนัก แต่ต้องพยายาม ถ้าไม่ทํา หรือไม่เขียนเก็บเอาไว้ก็ไม่มีตําราขึ้นมาได้ ไม่มีอะไรน่าเกลียดน่ากลัวนอกจากงูพิษ ถ้าเราพลาดหรือเผลอมันจะกัดเอาได้ แต่เราต้องพยายามเก็บเพื่อให้การศึกษาบริบูรณ์”
“เรื่องกบ – เขียดผมยังต้องศึกษาต่อไปอีกมาก เรามักจะนึกว่าสัตว์พวกนี้อยู่ในน้ำในหนอง แต่บางทีมันก็อยู่ในโพรงไม้สูง ได้ยินเสียงที่ไหนนึกว่าเป็นจิ้งหรีด ที่แท้เป็นกบ บางชนิดออกมาไม่เป็นลูกอ๊อดก็มี”
จากที่นั่งเราสอดส่ายสายตาเข้าทางประตูที่เปิดอยู่ข้างหน้า เห็นเขาสัตว์มากมายแสดงว่าผู้เป็นเจ้าของจะต้องเป็นนักล่าตัวฉกาจ อดถามไม่ได้ว่าจริงหรือที่คุณหมอเคยทําบาปด้วยการล่าสัตว์มามาก คุณหมอนิ่งอึ้งสักครู่…
“ถ้าผมไม่ล่าสัตว์มามากก็ไม่รู้จักสัตว์พวกนี้ จะเขียนไม่ถูก เมื่อล่ามากผมก็รู้จักดี นิสัยของมันต่างๆ ผมเริ่มรู้จักล่าสัตว์อายุ ๑๖ และชอบมากตั้งแต่จบเตรียมแพทย์ จริงๆ แล้วไม่ใช่ว่าชอบยิงล่าฆ่าฟัน แต่ไปป่าเพื่อศึกษาชีวิตของสัตว์ อาจยิงบ้าง เพื่อเก็บสัตว์ชนิดนั้นมาศึกษาเท่านั้น
“บางครั้งไปพบกระทิง วัวแดง ผมก็ติดตามรอยไปเพื่อศึกษาชีวิตว่าพวกนี้หากินอย่างไร ผสมพันธุ์อย่างไร จะยิงบ้างสักตัวสองตัวเพื่อเก็บเข้าพิพิธภัณฑ์เท่านั้น อะไรที่มีแล้วก็ไม่ได้ยิงอีก ผมไม่ได้ยิงเพื่อความสนุกอย่างเดียว” คุณหมอย้ำเพื่อให้เราเข้าใจ พร้อมกับดื่มน้ำ “เดิมผมก็ไม่ได้ตั้งใจศึกษา แต่มาติดใจเมื่อหลังสงครามโลก เห็นบางคนชอบออกล่าเห็นอะไรยิงหมดแล้วบรรทุกรถจี๊ปกลับมา ไม่ว่าเห็นอะไรตัวผู้ตัวเมีย ลูกเล็กเด็กแดงก็ยิงหมด ไปส่องไฟยิงได้ง่ายเพราะดวงตาสัตว์สะท้อนแสงไฟ บางคืนได้กวาง อีเก้ง ๑๐-๑๕ ตัวยังไม่พอ…

“ตอนนั้นผมนึกว่าไม่ช้าสัตว์ป่าเมืองไทยต้องหมด ผมจึงพยายามเขียนหนังสือเก็บเอาไว้เป็นหลักฐาน เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ต่อไป พวกแรกที่เขียนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประเภทใหญ่ก่อน แล้วเขียนถึงสัตว์เล็กอย่างพวกค้างคาว มีประมาณ ๑๐๐ ชนิด หนูอีก ๔๐ – ๕๐ ชนิด…
“กว่าจะเขียนได้แต่ละชนิดต้องไปดักบ้างยิงบ้าง เก็บมาอย่างละ ๒ – ๓ ตัว ผมใช้เวลาปีกว่าเก็บค้างคาวได้ ๑๐๐ กว่าชนิด เล็กที่สุดทั้งตัวหนักไม่ถึง ๒ กรัม แค่ ๑.๗๘ กรัม พบในเมืองไทย ตอนแรกคิดว่าเป็นลูก พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นค้างคาวที่โตเต็มที่ มันกินแมลงและน้ำหวานดอกไม้”
คุณหมอบอกว่ายังมีเรื่องอีกมากที่จะต้องศึกษา แม้ตัวคุณหมอเองจะใช้เวลาศึกษาเรื่องสัตว์มานานถึงกว่า ๓๐ ปี ก็ยอมรับว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่ยังศึกษาไม่พอและจะต้องศึกษาต่อไปอีก
“แม้แต่นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธรที่พบรอบๆ บึงบอระเพ็ด กลางคืนมานอนตามต้นกกต้นกอในบึง แต่เรากลับไม่รู้ว่าวางไข่ที่ไหน ผสมพันธุ์ที่ไหน เรายังไม่รู้ต้องค้นคว้าต่อไป อาจผสมพันธุ์ วางไข่นอกเมืองไทย พอถึงฤดูหนาวมาหากินแถวบึงบอระเพ็ดก็ได้ ต้องไปขอให้ต่างประเทศช่วยค้นคว้าด้วย นกชนิดนี้ยังไม่เคยพบที่ไหน พอพบใหม่ก็ให้ชื่อว่านกเจ้าฟ้า หญิงสิรินธร”
คุณหมอพาเราเข้าไปในห้องทํางาน มีหัวสัตว์มีเขาติดไว้เต็มฝาห้องทั้ง ๔ ด้าน เขากระทิง กวาง อีเก้ง สมัน เนื้อทราย วัวแดง ละอง มั่ง กูปรี ขอยอมรับว่าจําไม่หมดจดไม่ทัน เขาเหล่านี้มีทั้งของเมืองไทย และส่งมาจากต่างประเทศทั้งในยุโรปและอเมริกา
“เราต้องไปแจ้งกรมป่าไม้ว่ามีมาตั้งแต่ครั้งไหน มีกี่หัว พวกนี้แจ้งไว้หมดแล้ว ถ้ามีใหม่ก็เป็นการผิดกฎหมาย เดี๋ยวนี้ยังมีการลักล่ากันอยู่ อย่างเนื้อสมันสูญพันธุ์ไปแล้ว เป็นเรื่องที่น่าสนใจและสนุกมากถ้าจะเขียน วัวแดงยังมีอยู่คาดว่าจะสูญพันธุ์ในอีก ๕ ปีข้างหน้า เนื้อทรายหมดไปเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว กระทิง กวาง อีก ๑๐ ปีก็หมด กูปรีเป็นวัวป่าชนิดหนึ่งก็หมดไปแล้ว เวลานี้มีอยู่ที่เขาดินเป็นพันธุ์อินโดนีเซียเขาให้มา แต่คุณดูไม่เหมือนกูปรีที่เราเคยมี ที่เขาดินเหมือนวัวบ้านมากกว่า เราเคยมีลักษณะสวยสง่ามาก”
“ผมเองไม่ได้ล่าสัตว์มา ๓๐ กว่าปีแล้ว เวลานี้จะล่าก็เป็นพวกสัตว์น้อยที่เอามาทําตัวอย่าง พวกสัตว์เลื้อยคลาน เจ้าหน้าที่ของเรามีน้อย งบประมาณก็น้อย เขายิงแล้วแล่เนื้อออกหมดจับได้ยาก คุณดูแต่ไม้ซุงเป็นท่อนๆ กว่าจะลากเข้าโรงเลื่อยยังจับไม่ได้ ทางป้องกันมีแต่ต้องอาศัยความร่วมมือของประชาชน”
“สัตว์ป่ามีโอกาสสูญพันธุ์มาก ถ้าป่าหรือต้นไม้สูญพันธุ์เมื่อไร พวกนี้ก็สูญพันธุ์ด้วย แทบทุกอย่างมีโอกาสสูญพันธุ์ เพราะป่าดั้งเดิมกําลังจะหมดไป ผมจึงต้องพยายามเก็บและศึกษา” คุณหมอกล่าวด้วยสีหน้าที่แสดงความตั้งใจอย่างแรงกล้า

“ตลอดชีวิตของผมเคยยิงช้าง ๔-๕ ตัว กระทิงใครนึกว่าผมยิงมาก ความจริงยังไม่ถึง ๑๐ ตัว วัวแดง ๑๐ กว่าตัวเท่านั้น อย่างวัวแดงที่หนองโพเกะกะไล่ขวิดคนเดินผ่านไปมา ผมก็จําเป็นต้องยิงมัน และวัวแดงตัวสุดท้ายที่ยิงเมื่อ ๓๐ ปีมาแล้ว” เราเดินออกมานั่งสัมภาษณ์กันต่อที่เดิม คุณหมอเรียกเด็กให้เอาน้ำมาเปลี่ยนใหม่
“ดื่มน้ำเสียก่อน”
“ทางพิพิธภัณฑ์ของอังกฤษส่งนักศึกษามาช่วย เพราะเขาต้องการศึกษาเรื่องสัตว์เลื้อยคลานด้วย” คุณหมอพูดถึงชายหนุ่มต่างชาติที่กําลังก้มหน้าทํางานอยู่ในห้อง
“ดูหน้าเด็กความจริงเขาจบปริญญาโทมาแล้ว ก็ได้แต่ฝรั่งมาช่วย เป็นอังกฤษบ้าง สหรัฐบ้าง นักศึกษาไทยก็มี แต่โดยมากทํางานเพื่อให้ได้ปริญญา การพาไปไหนเขาก็ร้องขอค่าเดินทาง ค่าเสียเวลา ซึ่งเราคิดเป็นเงินแล้วสู้ไม่ไหว เดือนละ ๒ – ๓ พันบาท ต้องหาคนที่ไม่เรียกร้องเบี้ยเลี้ยงเบี้ยเดินทาง…
“ข้อสําคัญเราต้องการคนทํางานที่ต้องมีความรู้อยู่บ้าง แล้ว ๒ คนที่มาช่วยผมเวลานี้มีความรู้ดี พอได้ยินเสียงกบร้องที่ไหน เขารู้ทันทีว่าเป็นกบชนิดไหน ไปเก็บมาได้ทันที เก็บมาแล้วถ่ายรูป ศึกษาอย่างไรเขารู้” ดูแล้วไม่ใช่ของง่ายนักที่จะทําได้ แต่คุณหมอก็ได้พยายามทํางานนี้มาตลอด โดยมีเคล็ดลับในการทํางานว่า

“เรื่องเงินผมไม่เคยกะ ถ้าขืนกะเข้าก็เสียดายสตางค์ ถ้ามีก็ทำไม่มีก็หยุดชั่วคราว พยายามนึกแต่ว่าทำให้สำเร็จเท่านั้น ใช้เงินส่วนตัวมาตลอด ผมมีโครงการทำภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับสัตว์ ต้องใช้เงินมาก ต้องได้ทุนสนับสนุนจากที่ไหน ถ้ามีทุนที่ใครจะช่วยให้ออกทีวีได้จะยิ่งดี เวลานี้ยังหาเจ้ามือไม่ได้ ทำออกทีวี ประชาชนและนักศึกษาจะได้เรียน” คุณหมอพูด
“สิ่งที่กำลังจะทำอีกอย่างคือพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ ซึ่งประเทศไหนๆ เขาก็มีแล้ว แต่ไทยยังไม่มี เรื่องนี้ถ้าเขียนจะสนุกมาก สมัยรัชกาลที่ ๖ เคยพระราชทานเงินตั้งพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ แต่ล้มเลิกไป ผมเคยขอเงินรัฐบาล รัฐบาลให้มาแล้ว แต่รัฐมนตรีศึกษาฯ สมัยนั้นสนใจเรื่องเต้นรำมากกว่าเอาเงินไปตั้งโรงเต้นรำที่สวนลุม”
พิพิธภัณฑ์ที่กระทรวงศึกษาเคยได้งบมาตั้งเป็นตึกใหญ่ มีตุ๊กตาชาวเขานับได้ ๑๒ ตัว” คุณหมอกล่าวพร้อมกับหัวเราะ “เราขาดผู้เชี่ยวชาญ ถ้ามีงบประมาณเรื่องพิพิธภัณฑ์และใช้เงินในทางที่ถูกต้อง ก็พอจะรวบรวมเอาคนเก่งๆ เข้ามาได้”

ส่วนงานเขียนของคุณหมอนั้น ถ้าคุณยังไม่เคยเห็นก็ไม่ต้องแปลกใจ เพราะคุณหมอเขียนไว้เป็นภาษาอังกฤษ ขายให้ต่างชาติ
“ผมจําเป็นต้องเขียนเป็นภาษาอังกฤษก่อน ขอถอนทุนคืนบ้าง ภาษาไทยเขียนทีหลัง กําลังเขียนเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมใช้เวลาเกือบ ๓๐ ปี นก ผีเสื้อกลางวัน ส่วนผีเสื้อกลางคืนจะทําต่อไป หอยกําลังทํา เวลานี้เก็บได้มากแล้ว แต่ยังไม่ได้รวบรวมเป็นเล่ม
กว่าจะได้ลําบากแสนสาหัส ใช้เวลา ๑๕ ปีเก็บทุกชนิด ผมจึงต้องถอนทุนคืนบ้าง คงจะต้องศึกษาไปจนตลอดชีวิต เพราะยังมีเรื่องที่ต้องศึกษาอีกมากเหลือเกิน ต่อไปคิดจะให้ทุนคนอื่นศึกษาเรื่องที่ผมไม่สามารถทําได้ แล้วรวมเป็นเล่มขึ้นมาไม่เคยขอความช่วยเหลือไปทางรัฐบาลและยังไม่เคยได้รับอะไรเลย เคยขอไปว่าสัตว์ต่างๆ ที่สตาฟไว้ ดองไว้ ขอให้เก็บในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ จนเดี๋ยวนี้ยังจัดตั้งไม่ได้”
ดูรูปคุณหมอแล้วลองทายซิว่าอายุเท่าไร เรากะกันว่าคงไม่เกิน ๖๕ ปี แต่ความจริงไม่ใช่
“ผมอายุ ๗๔ ปีแล้ว ไปเห็นคนอายุเท่าๆ กัน รู้สึกว่าเขากระปลกกระเปลี้ย ก็นึกวิตกอยู่เหมือนกัน ตอนนี้ชอบถามอายุคนอื่นที่อายุมาก ถามแล้วก็กะดูกับตัวเอง ถึงตอนนั้นเราก็คงเป็นอย่างนี้อย่างนั้น…
แต่ผมยังชอบท่องเที่ยวตามป่าเขา รู้สึกแข็งแรง ถ้าเดินทางกลางคืนก็ล้มเอาง่ายๆ ต้องระวังเวลาเข้าไปในถ้ำไต่หินก็ต้องระวัง คุณลองไปเที่ยวดูจะเห็นว่าในถ้ำมีอะไรหลายอย่างที่เราไม่รู้อีกมาก ถ้าไปเที่ยวโดยไม่สนใจก็ไม่รู้สึกสนุกเท่าที่ควร”
คุยเรื่องสัตว์มานาน ขออนุญาตถามเรื่องส่วนตัวบ้าง คุณหมอหัวเราะ “คุณเขียนไปก็จะเหมือนๆ กับที่คนอื่นเคยเขียนมาแล้ว” ในที่สุดก็ใจอ่อนยอม พูดถึงปัญหาการทํางานกับชีวิตสมรสว่า
“เขา (ภริยา) ก็เบื่อที่จะบ่น เพราะบ่นไปก็เท่านั้น ไม่บ่นก็เท่านั้น ผมมีลูก ๕ คน เขาก็ไม่อยากให้ลูกสนใจทํางานด้านนี้ กลัวจะทําให้ลูกสนใจทํางานด้านนี้ กลัวจะทําให้อาชีพเสียหมด เขาบอกว่าให้เสียแต่พ่อก็พอแล้ว อย่าให้ลูกๆ ต้องเสียด้วย”
ตลอดเวลาที่คุยกับคุณหมอบุญส่ง เราได้รู้ถึงความรักและความห่วงใยของคนๆ หนึ่งที่มีต่อสัตว์ป่าของเมืองไทยอย่างน่าประทับใจ เงินรางวัลที่ได้จากสมาคมคุ้มครองสัตว์ป่าของโลกนั้น คุณหมอตั้งใจที่จะนํามาใช้เพื่อประโยชน์ทางด้านนี้ทั้งหมด ก่อนที่จะลาจากมา

