หมอผู้ผละจากเตียงคนไข้เข้าป่า

คุยกับหมอบุญส่ง หลังได้รับรางวัลระดับโลกที่ได้ชื่อว่า "Nobel Prize for conservation"

หลังจากได้รับรางวัล J Paul Getty Wildlife Conservation Prize ซึ่งเป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแวดวงอนุรักษ์ธรรมชาติ ประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ถึงกับขนานนามรางวัลนี้ว่าเป็น “Nobel Prize for conservation” นิตยสารขวัญเรือน ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ นพ.บุญส่ง เลขะกุล ลงในคอลัมน์บุคคลน่ารู้จักเมื่อ พ.ศ. 2521 ในฐานะคนไทยคนแรกและคนที่ 4 ของโลกที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติดังกล่าว

สำหรับผู้ที่เคยได้รับรางวัลนี้ ได้แก่ เซอร์ปีเตอร์ สก็อตต์ (Sir Peter Scott) ผู้ร่วมก่อตั้งองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) และ ดร.เจน กูดอลล์ (Dr. Jane Goodall) นักสัตววิทยาผู้เปิดเผยความลับแห่งพฤติกรรมและสังคมของ ชิมแพนซีในป่า นับเป็นเกียรติที่ยิ่งใหญ่ของประเทศไทยที่ผลงานการรณรงค์และอุทิศตนเพื่องานอนุรักษ์ธรรมชาติของ นพ.บุญส่ง เลขะกุล ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

ใครว่าหมอเก่งแต่รักษาคนไข้
ใครว่าหมอดีแต่อยู่ในโรงพยาบาลและคลินิก

สมัยนี้…ยุคพัฒนา ซึ่งพัฒนาเสียจนชาวบ้านอย่างเราๆ ตามไม่ทัน ไม่ว่าจะเรื่องของปากท้อง เรื่องของสังคม เรื่องของบ้านเมือง หรือเรื่องของชาวโลกทั้งหลายก็ตาม

หมอสมัยนี้…จึงทำได้สารพัดอย่าง เป็นหมอรักษาคนไข้ก็ได้ เป็นนักการเมืองก็ดัง เป็นพ่อค้าก็รวย และล่าสุด เป็นนักนิยมไพรก็เด่น

เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้ หลังวันแห่งความรักไม่นาน หากคุณไม่มัวแต่ตื่นเต้นข่าวจีนประกาศทำสงครามกับเวียดนาม คุณคงสะดุดตากับข่าวที่น่ายินดีสำหรับคนไทยข่าวหนึ่ง

“หมอไทยได้รับรางวัลคุ้มครองสัตว์ป่าเป็นคนที่ 4 ของโลก คนแรกของเอเชียอาคเนย์”

หมอไทยคนนี้ ไม่ต้องบอกคุณก็คงเดาถูก

นพ.บุญส่ง เลขะกุล

นักนิยมไพรชื่อดังของเมืองไทย

“ระหว่างที่ผมเที่ยวป่าอยู่นั้น ก็พอดีมาถึงระยะปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเมืองไทยได้รถจี๊ป รถเดินป่าต่างๆ มามาก ก็มีคนเอารถพวกนี้ออกไปล่าสัตว์ ต่างก็ล่าสัตว์กันโดยใช้วิธีส่องไฟยิงสัตว์กันตอนกลางคืน เห็นอะไรก็ยิงหมด ผมก็ตกใจว่า ถ้ายิงกันอย่างนี้อีลุ่ยฉุยแฉกหมด สัตว์ป่าก็หมดไป ก็เลยรวบรวมเพื่อนฝูงที่เป็นนักล่าสัตว์เก่า ตั้งเป็นสมาคมขึ้น เรียกว่านิยมไพรสมาคม

เรามาถึงร้านสหการแพทย์ของคุณหมอบุญส่งตามที่นัดหมายไว้ นั่งคอยสักครู่ก็ได้พบกับคุณหมอภายในห้องรับรอง ซึ่งเต็มไปด้วยเขาสัตว์นานาชนิด ทำให้คิดว่าหลงเข้าไปในกลางฝูงสัตว์ป่าสักฝูงหนึ่ง

“พวกเขาสัตว์พวกนี้ ผมมีไว้ศึกษา ส่วนใหญ่ต่างประเทศส่งมาให้” คุณหมอชี้ชวนให้ดู และพูดขึ้นเหมือนกับรู้
ข้อข้องใจของเราว่าเขาสัตว์เหล่านี้มาจากไหน เราจึงถือโอกาสเอ่ยปากถามถึงสิ่งที่ทำให้เขาสนใจในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

“ผมเป็นคนชอบเที่ยวป่า ชมป่า ไอ้ล่าสัตว์นั้นก็มีบ้าง แต่เลือกเฉพาะที่มีเนื้อกินเท่านั้น ไม่ใช่เห็นอะไรก็ยิงหมด ถ้ายิงกันอย่างนั้นอีลุ่ยฉุยแฉก สัตว์ป่าก็หมดไป

“นอกจากชอบเที่ยวป่าแล้ว ผมยังมีความประทับใจกับธรรมชาติ คือเมื่อตอนที่ผมยังเด็ก เรียนอยู่ชั้น ม.2 ม.3 เป็นลูกเสือ เขามีการไปพักแรมตามป่าตามเขา เวลานั้นไปเที่ยวป่าที่ไหน ป่าก็ร่มครึ้ม เดินไปในระหว่างทางก็ร่มเย็น ได้ยินเสียงนก เสียงชะนี ผมรู้สึกติดใจในความงามของป่าไม้และสัตว์ป่า

“ยิ่งเมื่อเรียนจบแพทย์แล้วก็อยากออกไปเที่ยวป่าบ่อยๆ ไม่ใช่ออกไปเพื่อฆ่าสัตว์ แต่ไปชมความงามของป่าไม้หรือสัตว์ป่า และไปศึกษาธรรมชาติของสัตว์ป่าต่างๆ ว่ามีชีวิตชอบอยู่ชอบกินกันอย่างไร ยิ่งศึกษาไปก็ยิ่งเพลิดเพลิน และผมก็เห็นว่าของเหล่านี้ ควรจะทำเป็นหนังสือไว้ให้เด็กๆ รุ่นหลังได้รู้จักไว้ว่ามีอะไรบ้าง ป่ามีสิ่งที่น่าสนใจอย่างไร”

หมอผู้รักความงามของป่าไม้และสัตว์ป่าเอ่ยด้วยสำเนียงเนิบๆ สมวัย 71 ปี

“ระหว่างที่ผมเที่ยวป่าอยู่นั้น ก็พอดีมาถึงระยะปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเมืองไทยได้รถจี๊ป รถเดินป่าต่างๆ มามาก ก็มีคนเอารถพวกนี้ออกไปล่าสัตว์ ต่างก็ล่าสัตว์กันโดยใช้วิธีส่องไฟยิงสัตว์กันตอนกลางคืน เห็นอะไรก็ยิงหมด ผม
ก็ตกใจว่า ถ้ายิงกันอย่างนี้อีลุ่ยฉุยแฉกหมด สัตว์ป่าก็หมดไป ก็เลยรวบรวมเพื่อนฝูงที่เป็นนักล่าสัตว์เก่า ตั้งเป็นสมาคมขึ้น เรียกว่า นิยมไพรสมาคม ผมเองก็เป็นเลขาธิการ คือเป็นคนงานประจำสมาคม พูดกันง่ายๆ พยายามที่จะชักชวนให้เห็นว่า การล่าสัตว์นั้นควรจะยิงเพียงตัวเดียว หรือ 2 ตัว อย่ายิงมาก และไม่ควรยิงตัวเมีย ตัวเล็กเด็กแดง ไม่ควรจะยิงมายิงหัวยิงวา แล้วมันก็วิ่งไปตายที่ไหนก็ไม่รู้ เน่าเหม็นป่าไปหมด ขอให้เลิกแบบนี้เสีย แต่ก็ไม่สำเร็จ” เขากล่าวต่อไปด้วยความท้อแท้ใจ

“ผมได้พยายามขอร้องรัฐบาลที่จะให้มีพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ 10 ปีได้กว่ารัฐบาลจะตกลงให้มีพระราชบัญญัติ 2 ฉบับนี้ จากนั้นมาผมก็เป็นเสียงคอยตะโกนให้รัฐบาลเข้มงวดกับพระราชบัญญัติทั้ง 2 ฉบับนี้ แต่รู้สึกว่าไม่ได้ผลนัก คือยิ่งตะโกนเท่าไร ป่าไม้ก็หมดไปทุกที สัตว์ป่าก็ยิ่งหมดไป จนกระทั่งหมดเสียงที่จะตะโกน ภายหลัง 4-5 ปีนี้ หมดแรงที่จะตะโกน ก็เลยมานั่งเขียนรูป เขียนหนังสือ เพื่อให้เด็กรุ่นหลังรู้ว่า สัตว์ป่าในเมืองไทยนั้นมันเป็นอย่างไร ป่าไม้มีอะไรที่น่าสนใจ อย่างที่บอกคุณเมื่อกี้”

คนที่รักความงามของธรรมชาติ ย่อมอดไม่ได้ที่จะปกป้องเพื่อรักษาความงามนั้นไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรู้ว่ามีการทำลาย การปกป้องทำยากกว่าการทำลาย แต่อย่างน้อยที่สุดการเผยแพร่ให้คนรักธรรมชาติเช่นเดียวกันได้รับรู้เรื่องราวของความงามของธรรมชาติไว้บ้างก็ยังดี และเงิน 1 ล้านบาทในการคุ้มครองสัตว์ป่าจากกองทุน เจ.พอล.เก็ตตี้ ของเศรษฐีน้ำมันชาวอเมริกัน คือรางวัลชิ้นหนึ่งที่เป็นผลตอบแทนความพยายามของเขา…นายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล หมอผู้ผละจากเตียงคนไข้เดินหน้าเข้าสู่ป่า และพยายามต่อสู้เป็นเวลานานเพื่ออนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่า

“…คิดไม่ออกว่า ผมมีอะไรดีเด่น ไม่รู้ว่าเขาเห็นตรงไหนดีเด่น ผมเองก็งง เพราะว่าผมยิ่งตะโกนขอให้ประชาชนเห็นคุณค่าของป่าไม้ ให้รัฐบาลช่วยกันรักษาป่าไม้ ให้เข้มงวดเท่าไร ยิ่งตะโกนไปตะโกนไป ป่าไม้ก็ยิ่งหมดไป”

“คุณหมอคิดว่าผลงานอะไรของคุณหมอที่ดีเด่นจนได้รับรางวัลจากกองทุน เจ.พอล.เก็ตตี้ คะ” เราย้อนมาคุยถึงเรื่องรางวัล เจ.พอล.เก็ตตี้ ซึ่งคุณหมอบุญส่งได้ยกเงินก้อนนี้ทั้งหมดให้กับมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่า และออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปรับทุนที่กรุงวอชิงตันดีซีเอง

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เมื่อได้รับโทรเลข อ่านดูแล้วเขาก็บอกว่า ขอแสดงความยินดีด้วยที่ได้ทุน ผมอ่านดูแล้วก็ไม่รู้เรื่อง ส่งไปให้เพื่อนอีกคนอ่านดูว่า ‘เฮ้ย นี่อะไรกันโว้ย’ เพราะฉะนั้นก็คิดไม่ออกว่า ผมมีอะไรดีเด่น ไม่รู้ว่าเขาเห็นตรงไหนดีเด่น ผมเองก็งง เพราะว่าผมยิ่งตะโกนขอให้ประชาชนเห็นคุณค่าของป่าไม้ ให้รัฐบาลช่วยกันรักษาป่าไม้ ให้เข้มงวดเท่าไร ยิ่งตะโกนไปตะโกนไป ป่าไม้ก็ยิ่งหมดไป” พูดจบหัวเราะเบาๆ เพราะขันหรือเย้ยหยันอะไรบางอย่างก็สุดจะเดา ป่าไม้เป็นความงาม ความเพลิดเพลินของผู้รักธรรมชาติ แต่เป็นความร่ำรวยของผู้ที่รักเงิน และเห็นเงินเป็นพระเจ้าที่มีค่าเหนือชีวิตเหนือสิ่งอื่นใด

“เขาอาจจะเห็นว่า ผมตะโกนจนหมดเรี่ยวหมดแรง ก็เลยให้กำลังใจ ให้ผมมีชีวิตชีวาได้ตะโกนกันต่อไปอีก”เป็นธรรมดาของการทำสิ่งที่ดีงามกว่าจะมีใครแลเห็น ผู้กระทำก็แทบจะหมดเรี่ยวหมดแรงแล้ว

“ทำไมคุณหมอถึงต้องตะโกนเพื่อการอนุรักษ์ป่าไม้ อนุรักษ์สัตว์ป่าล่ะคะ” เราถามถึงสาเหตุของการกระทำ

“เรื่องของป่าไม้และสัตว์ป่ามีความสำคัญอย่างมาก และผมคิดว่าพวกเราทุกคนก็รู้จักกันดี และอยากให้มีการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า เรื่องนี้พวกที่ทำลายจริงๆ คือพวกที่อยู่ในป่า โค่น ถางป่า ลักไม้ ทำลายป่า ลักล่าสัตว์เป็นเรื่องยากมาก เพราะว่าปัญหาของเขาเรื่องปากเรื่องท้องเป็นปัญหาที่สำคัญมาก ความจริงชาวบ้านป่ารู้ดีว่า ยิ่งโค่นถางป่ามากเท่าไร น้ำก็ยิ่งแห้งแล้ง หากินกันไม่ได้ สัตว์ป่าก็ยิ่งหายไป เรื่องนี้เขาก็รู้ ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าทำอย่างไรจึงจะเปลี่ยนคนที่มีอาชีพในการโค่น ถางป่า เผาป่า ทำไร่เลื่อนลอยนี้ ให้หันกลับมามีอาชีพในเรื่องการปลูกป่า เพราะถ้าขืนปล่อยตามใจก็หมดกัน เวลานี้เรามีป่าไม้เหลืออยู่ 20-25 เปอร์เซ็นต์เป็นอย่างมากที่สุดเท่านั้น”

“ถ้าเช่นนั้น คุณหมอคิดว่า โครงการปลูกป่าที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ในเวลานี้จะได้ผลไหมคะ”

“เรื่องโครงการปลูกป่านี้ เวลาผมคิดว่ามีความขัดข้องอยู่หลายประการ ซึ่งอาจจะทำให้โครงการสำเร็จได้ยาก คือว่าในบางประเทศนั้นเขาให้กรมป่าไม้เป็นผู้มีอำนาจที่จะรักษาหรือดำเนินการในเรื่องป่าไม้แต่ผู้เดียว หรือว่าเป็นหลักใหญ่ที่จะดำเนินงานป่าไม้ แต่ว่าประเทศไทยไม่เป็นอย่างนั้น เราถือว่ากรมป่าไม้จะทำอะไรต้องมีคณะกรรมการปรึกษาหลายหน่วยราชการหลายกรมหลายกระทรวง และในจำนวนหลายกรมหลายกระทรวงนี้ มีกระทรวงและกรมอื่นๆ ที่มีวัตถุประสงค์ตรงกันข้ามกับกรมป่าไม้ คือเขาพยายามให้ชาวบ้านโค่นถางป่า เพื่อให้มีที่อยู่ที่ทำกิน แต่ชาวบ้านไม่ได้โค่นเฉพาะแต่ที่แห่งเดียว แต่ถางแล้วเลื่อนไปเรื่อยๆ กลายเป็นไร่เลื่อนลอยไป อย่างผมไปถามชาวเขาบางคน แกบอกว่าในอายุของแก แกโค่นตั้งแต่ยอดเขาโน่น โน้นไปยอดเขาโน่น ไปยอดเขานั้นยอดเขานี้ ตั้งเกือบหมื่นไร่ต่อหนึ่งคน” ขณะที่พูดคุณหมอก็ทำไม้ทำมือประกอบ เรานึกถึงสภาพของป่าไม้บนภูเขาที่เตียนโล่ง แล้วก็นึกเสียดาย เพราะเราเองก็รักธรรมชาติ (และเสียงเพลง) เหมือนกัน

“ที่เขาพูดอย่างนั้น เขาคุยด้วยความภาคภูมิใจหรือเปล่าคะ” นักอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างเราอดถามต่อไปไม่ได้

“ครับ” พยักหน้ารับ “เขาคุยให้ฟังว่า เขาขยัน คือเราไปบอกว่า ทำไมถึงขี้เกียจนัก เขาก็ว่าคุณว่าผมขี้เกียจยังไงดูยอดเขาโน้น โน่น ไปยอดโน้น นี่ผมถางของผมคนเดียว”

“ปัญหานี้คุณหมอคิดว่าควรจะแก้ไขอย่างไรคะ” เราอดเป็นห่วงไม่ได้ เพราะกลัวป่าไม้เมืองไทยซึ่งเหลืออยู่เพียงน้อยนิดจะกลายสภาพเป็นป่าหญ้าคาไปหมด

“ผมว่าถ้ายังปล่อยอยู่อย่างนี้ กรมป่าไม้ก็เป็นกรมเล็กๆ น้อยๆ เป็นลูกเบี้ยลูกไล่ของกรมอื่น กระทรวงอื่น ไม่มีวันที่ป่าไม้จะกลับดีขึ้นได้ ยกเว้นแต่จะจัดระเบียบการป่าไม้เสียใหม่ คือว่าถ้าเป็นในเขตป่าสงวนแล้วก็ให้กรมป่าไม้แต่ผู้เดียว เป็นผู้ดำเนินการ ถ้าอย่างนี้แล้วป่าไม้ของชาติก็จะกลับฟื้นชีวิตขึ้นมาได้นะครับ

“แต่ว่าถ้ายังปล่อยอย่างนี้ ป่าไม้ก็เห็นจะฟื้นชีวิตยาก เพราะเวลามีการประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติขึ้นที่ไหนแล้ว คนก็รีบไปบุกกันที่นั่นทันที เพราะว่าเมื่อไปบุกที่นั่น เจ้าเมืองเขาก็ไปสร้างเป็นหมู่บ้าน มีผู้ใหญ่บ้าน กำนัน วัดวาอารามอะไรกันขึ้น แล้วให้เป็นที่อยู่ที่ทำกิน ห้ามป่าไม้ไปรบกวนจับกุม ป่ามันถึงได้หมดไปเร็ว

“เพราะฉะนั้นชาวบ้านเวลาเขาจะบุกป่าที่ไหน เขาก็จะดูก่อนว่าเป็นป่าในเขตสงวนหรือนอกเขตป่าสงวน ถ้าเป็นป่านอกเขตป่าสงวน เขาก็จะไม่บุกกัน”

“มันก็ท้อใจ หมดเรี่ยวหมดแรงไปเลยทีเดียวแหละ ถึงได้เลิกที่จะตะโกน
โฆษณาอะไรๆ ไปอีก หันมาเขียนแต่หนังสือให้เด็กรุ่นหลังๆ ได้เห็นว่า
เรามีสัตว์อะไรบ้าง รูปร่างเป็นอย่างไรบ้างเท่านั้นเอง”

“ทำไมล่ะคะ” เราถามแซงขึ้นทันทีอย่างงุนงง เพราะตามความเข้าใจแล้ว ถ้าที่ใดประกาศเป็นป่าสงวน แสดงว่าที่นั้นเป็นเขตไม่ให้ใครมาบุกรุก

“เพราะว่า…” ยิ้ม แล้วตอบช้าๆ เน้นคำพูด

“ถ้าเขาไปบุกนอกเขตป่าสงวนเข้า ก็มักมีคนไปอ้างสิทธิว่า เฮ้ย! นี่เป็นที่ของกูมาก่อน ใครจะมาบุกตรงนี้ต้องเสียให้กูไร่ละเท่านั้นเท่านี้ 10 บาทมั่ง 20 บาทมั่ง” แค่นี้เองเราก็ถึงบางอ้อ หากินกันอย่างนี้ก็มีด้วย

“แต่ถ้าไปบุกในเขตป่าสงวน คนบุกเขาก็จะบอกว่า นี่รัฐบาลเขาติดป้ายเอาไว้แล้วที่ตรงนี้ไม่ใช่ที่ของใคร เป็นที่ของรัฐบาล เพราะฉะนั้นใครบุกได้บุกเอา บางครั้งเมื่อผมไปดูเขาปักเขตป้ายป่าสงวนนั้นน่ะ ผมก็เดินตามพนักงานที่เขาทำการรังวัด พอเขาเดินวัดตอกป้ายปังๆ คนเดินตามหลังมาเป็นหมู่ทีเดียว มาถึงก็เฉาะต้นไม้ บั้งเดียวบ้าง 2 บั้งบ้าง ว่าเป็นที่ของมึงของกู แล้วก็ขีดวัดกันเดี๋ยวนั้นเลย

“ทั้งนี้เพราะเขารู้ว่า ทางราชการไม่ลงโทษอะไรจึงถือเป็นที่ของตัวเองไปเลย เพราะฉะนั้น ที่ไหนที่ประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติเมื่อใด ก็เจ๊งเตียนเรียบภายในไม่กี่วัน”

“เท่าที่คุณหมอดำเนินการอนุรักษ์ธรรมชาติมานาน ทราบมาว่าประมาณ 20 กว่าปี สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง คุณหมอรู้สึกท้อแท้ใจบ้างไหมคะ” เราเริ่มหัวข้อสนทนาใหม่

“มันก็ท้อใจ หมดเรี่ยวหมดแรงไปเลยทีเดียวแหละ ถึงได้เลิกที่จะตะโกน โฆษณาอะไรๆ ไปอีก หันมาเขียนแต่หนังสือให้เด็กรุ่นหลังๆ ได้เห็นว่า เรามีสัตว์อะไรบ้าง รูปร่างเป็นอย่างไรบ้างเท่านั้นเอง”

“การเขียนหนังสือจะช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติได้อย่างไรบ้างคะ ในเมื่อผู้ที่มีโอกาสอ่านหนังสือหรือได้รับการเผยแพร่ให้มีความรู้เรื่องสัตว์ป่าหรือป่าไม้เป็นพวกที่มีความรู้ เป็นพวกที่อยู่ในเมือง แต่พวกที่ทำลายป่าไม้ ทำลายสัตว์ป่า เป็นชาวบ้านที่อย่างน้อยก็ยังต้องนึกถึงเรื่องปากเรื่องท้องของตัวเองเป็นใหญ่เสียก่อน” เราอดแย้งไม่ได้

“ครับ เราก็ได้พิจารณาเรื่องนี้กันขึ้นในระหว่างคณะกรรมการนิยมไพรสมาคมของเรา หลายคนก็มีความเห็นอันหนึ่งค่อนข้างดีว่า เราจะทำภาพยนตร์เป็นเรื่อง เป็นภาพยนตร์ชีวิตของชาวบ้านป่าต่างๆ ให้มันมีคล้ายๆ กับที่ชาวบ้านเขานิยม คือมีบทต่อสู้ มีบทรัก บทโศก บทบู๊ อะไรต่างๆ ด้วย มีการต่อสู้ระหว่างพวกที่ทำลายป่า กับพวกที่จะปลูกป่าว่าต่อสู้กันอย่างไร ในหนังสือจะแสดงให้เห็นว่า ยิ่งโค่นถางป่ามากเท่าไร ความหายนะก็จะยิ่งมีมากขึ้น” เราเองเมื่อฟังก็รู้สึกเห็นด้วยกับโครงการนี้ แต่กลัวว่าพระเอกจะตายตอนจบเสียก่อนน่ะซี


ที่มา :
นิตยสารขวัญเรือน พ.ศ.2521 (คอลัมน์ บุคคลน่ารู้จัก หน้า 49-55)
Writer
กองบรรณาธิการ

Related Post

ทัศนะ

สัตว์ป่า

ธรรมชาติ