สกู๊ปงานเขียนที่สะท้อนทัศนะและการทำงานด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่าและป่าไม้อย่างทุ่มเทของ “หมอบุญส่ง” นักอนุรักษ์ที่มีชื่อเสียงของประเทศ แต่เป็นที่ยอมรับกันในหมู่คนไทยน้อยกว่าในต่างประเทศเป็น “เสียงเรียกร้องที่เดียวดายในป่า” (a lone voice in the wilderness) ของคนที่ได้ต่อสู้เรื่องอนุรักษ์ป่าและสัตว์ป่ามาเป็นเวลากว่า 40 ปี

“ความหวังในเรื่องการอนุรักษ์หรือต่อสู้เพื่อรักษาป่าและสัตว์นี้ ผมก็ไม่รู้จะไปฝากกับใคร เพราะดูเหมือนว่าทุกๆ คนก็ไม่มีใครสนใจในเรื่องนี้ พูดไปก็เหนื่อยและตายเปล่า”
ปัญหาความแห้งแล้งที่เกิดขึ้น จนทําให้น้ำในเขื่อนลดต่ำ เพราะฝนตกน้อยลงไปทุกปี ทําให้ประชาชนคนไทย
ต้องช่วยกันประหยัดไฟฟ้าในทุกวันนี้ มันตรงกับหลักธรรมะขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ว่า “ผลย่อมมาจากเหตุ” ซึ่งในที่นี้อาจสรุปได้อย่างง่ายๆ ว่าความแห้งแล้งที่ผิดฤดูกาล มาระยะหลังๆ นี้เพราะรัฐบาลหรือพวกเราคนไทยได้ปล่อย
ให้มีการทําลายป่าไม้กันไปเป็นการใหญ่โตมโหฬาร จนป่าไม้ที่เคยเขียวชอุ่มเมื่อ 30-40 ปีที่ผ่านมา บางตาไปในทันที มองไปทางไหนก็เห็นแต่เขาหัวโล้น และความแห้งของหญ้าที่เหลืออยู่
ความจริงข้อนี้เป็นที่รู้ๆ กันอยู่ แต่รัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดูจะแสดงออกมาว่า “หมดน้ำยา” เอาจริงๆ ข่าวการตัดไม้ทําลายป่าและความร่วมมือกันระหว่างพ่อค้าผู้มีอิทธิพล และเจ้าหน้าที่บางคน ก็ยังเป็นข่าวที่นักหนังสือพิมพ์ต้องเอาชีวิตเข้าเสี่ยงในการรายงานข่าว แต่ทุกอย่างก็ยังเงียบเหมือนเป่าสาก ประชาชนคนเดินถนนหรือสาธารณชนก็ยังไม่รู้สึกสะดุ้งสะเทือนต่อความหายนะที่เกิดขึ้น ไม่มีปฏิกิริยาประท้วง ใดๆ จากคนไทยเหมือนดังปัญหาการเมืองบางเรื่อง
เมื่อเป็นเสียเช่นนี้ ใครจะช่วยอะไรได้ นอกจากปล่อยให้เป็นเรื่องของเวรกรรมหรือชะตากรรมที่น่าเศร้าของชาติ แต่หากจะย้อนถามอีกสักครั้งว่า เป็นความผิดของใครที่ประชาชนยังเพิกเฉยต่อเรื่องคอขาดบาดตายเช่นนี้ จะโทษใครว่าไม่ประกาศชี้แจงหรือให้ความรู้แก่ประชาชนให้เห็นความสําคัญของป่าและสิ่งแวดล้อม เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นเสมือนห่วงลูกโซ่ที่ผูกต่อกันไป เหมือนงูที่กินหัวหางตัวเอง รัดกันกลมไปจนหาทางออกไม่ได้
ในสัปดาห์นี้ “สุภาพบุรุษ – ประชามิตร” จึงใคร่จะนําท่านผู้อ่านไปพบกับนักอนุรักษ์ที่มีชื่อเสียงของประเทศ แต่เป็นที่ยอมรับกันในหมู่คนไทยน้อยกว่าในต่างประเทศ เพราะความไม่เข้าใจในเรื่องการอนุรักษ์นี่เอง หรือว่าคนไทยไม่ชอบสนับสนุนคนไทยด้วยกันก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง แต่ในกรณีนี้ เราต้องการเพียงเสนอตัวให้ผู้อ่านได้รู้จักทรรศนะและการทํางานที่น่ายกย่องของเขา
ท่านผู้นี้คือ นายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล วัย 74 ปี เลขาธิการนิยมไพรสมาคม ผู้เคยได้รับการยกย่องจากทั่วโลกว่า เป็น “นักอนุรักษ์แห่งประเทศไทย” และเป็นคนที่ได้ต่อสู้เรื่องอนุรักษ์ป่าและสัตว์ป่ามาเป็นเวลากว่า 40 ปี เป็น “เสียงเรียกร้องที่เดียวดายในป่า” (a lone voice in the wilderness) ได้รับรางวัลเหรียญทองขององค์การคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งโลก และได้รับเงินรางวัลหนึ่งล้านบาทจากองค์การคุ้มครองสัตว์ป่าโลก สาขาสหรัฐอเมริกา (รางวัล เจ.พอล เก็ตตี้) ซึ่งนับเป็นคนที่ 4-5 ตามลําดับ และเป็นคนเอเชียคนแรกที่ได้รับรางวัลนี้

กําลังใจ
นายแพทย์บุญส่งเปิดเผยว่า หลังจากที่ได้อุทิศชีวิตจิตใจไปกับงานอนุรักษ์สัตว์ป่าและป่าไม้ เสมือนหนึ่งเป็นอาชีพหรือส่วนหนึ่งของชีวิต (มิใช่งานอดิเรกที่ใครจะนึกคิด) เป็นเวลาช้านาน แต่ “ยิ่งทําหรือเรียกร้อง ป่าหรือสัตว์ก็หายไป หมดไปทุกที่” จึงได้หยุดการกระทําในระยะปี 2515 – 2521 เพราะความเหนื่อยอ่อน และคิดที่จะหยุดทําการต่อสู้ หันไปนั่งเขียนตําราเพื่อทิ้งไว้เป็นวิชาความรู้ เป็นมรดกทางปัญญาแก่คนรุ่นหลัง เพราะตลอดชีวิตก็ได้สะสมรูปภาพสัตว์และซากต่างๆ ที่จะเป็นแหล่งความรู้ไว้มาก
“ผมหยุด เพราะทําไปก็ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครสนใจ หนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนไม่สนใจที่จะเผยแพร่ให้คนเห็นความสําคัญ” ซึ่งนับเวลาที่หยุดไปประมาณ 7 ปี แล้วจู่ๆ ก็ได้รับเก๊ตตี้วอร์ดแห่งสหรัฐฯ เมื่อต้นปีที่แล้ว “ก็เป็นแรงกระตุ้นเตือน เป็นกําลังใจว่าผมต้องทําต่อไปโดยใช้เงินทั้งหมดที่ได้นี้ทําหนังสือหรือทําการต่อสู้ไปอีก”
นับตั้งแต่นั้นมาหนึ่งปีเต็ม นายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล ในวัยที่ชราและความกระฉับกระเฉงลดลง เพราะสุขภาพไม่สู้ดีในบางขณะ ก็ทํางานไปเงียบๆ อีกเช่นเคย อาทิ จัดประกวดวาดภาพหัวเรื่อง “ฉันรักนก” ในหมู่เด็กชั้นประถมทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมให้เด็กมีความรักในธรรมชาติ และเข้าใจถึงความน่ารักและประโยชน์ของนก จัดการประชุมนานาชาติว่าด้วยเรื่องการอนุรักษ์นกในเอเชียและมีโครงการเรื่องจัดทําเอกสาร สไลด์การศึกษาเรื่องธรรมชาติ โดยเฉพาะป่าไม้และสัตว์ป่า
แผนอนุรักษ์โลก
ความจริงแล้ว เมื่อเร็วๆ นี้องค์การสหประชาชาติได้สนับสนุนโครงการสําคัญโครงการหนึ่ง ให้ชื่อว่า “แผนอนุรักษ์โลก” ซึ่งได้ประกาศรณรงค์ไปพร้อมกันทั่วโลกในต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทั้งนี้ โดยได้ชี้ให้ประชาชนในประเทศต่างๆ เห็นความสําคัญของปัญหาสิ่งแวดล้อมและความจําเป็นเร่งด่วนที่จะต้องทําการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของโลก ที่ได้ถูกทําลายไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือความจงใจที่เห็นแก่ตัวของบุคคลบางพวกบางเหล่า แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียใจ
ที่การรณรงค์ครั้งนี้ก็เป็นไปตามวิธีการทํางานที่ประดุจ “หอคอยงาช้าง” ของหน่วยงานนี้ ที่ยังไม่สามารถจะก้าวลงมาสัมผัส หรือติดแน่นอยู่บนดินได้ เพราะงานขององค์การโลกนี้มุ่งที่จะพุ่งไปสู่นโยบายของรัฐบาลแต่ละแห่งเป็นเป้า สําคัญ มากกว่าที่จะลงมาเล่นกับคนเดินถนน ทั้งๆ ที่ทราบดีว่าฝีมือการประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลหลายประเทศในโลกนี้ มันด้อยฝีมือเพียงไร ซึ่งทั้งนี้ ประเทศไทยเองก็ไม่อยู่ในข่ายยกเว้น ดังนั้น ข่าวคราวเรื่องแผนอนุรักษ์โลกจึงเงียบเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง ปัญหาทําลายล้างป่าและสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ก็ยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างไม่มีอะไรไปกั้นขวาง
ขออนุญาตแทรก ยกตัวอย่างงานของหน่วยราชการไทยที่มีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับชาติที่เกิดขึ้น เพราะการผลักดันของสมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม อํานาจในการจับกุมก็ไม่มี นอกจากนั้น ประเด็นสําคัญคืองานประชาสัมพันธ์ เพียงเอกสารข่าวเขาก็จัดทํากันเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นเรื่องชวนสมเพช เพราะเรื่องอนุรักษ์นี้เป็นเรื่องใหม่ที่คนทั่วไปไม่ค่อยเข้าใจ งานที่เผยแพร่ออกมาควรจะทําเป็นภาษาไทยมากกว่า แต่แล้วมันก็ออกมาเป็นภาษาอังกฤษที่หาคนอ่านได้ไม่กี่ร้อยกี่พันคน
ที่ต้องชมเชยและบันทึกไว้ ณ ที่นี้ คือ งานเอกสารในเรื่องสิ่งแวดล้อมของบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล
ที่ออกมาเป็นระยะๆ อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นผลงานของนักศึกษาในด้านสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ
ในส่วนของนิยมไพรสมาคมของนายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล ก็เคยมีวารสารหลายรูปแบบออกมาสู่ประชาชนและ เยาวชน แต่ก็ชะงักไป เพราะต้นทุนสูง และไม่มีกําลังในการจัดทํา ทั้งนี้เพราะทั้งสมาคมฯ มีนายแพทย์บุญส่งเป็นคนที่ก้มหน้าก้มตาทํางานอยู่คนเดียวจริงๆ งานเรื่องการติดต่อระหว่างชาติ การพบปะกับแขกต่างประเทศที่มาเยือน และขอความรู้ก็ทําให้เสียเวลาไปเป็นวันๆ
สายเกินไป?
ต่อข้อถามที่ว่า ปัญหาการทําลายป่าไม้ของไทยเป็นจํานวนมากมาย จนเหลือประมาณ 20 % กว่าๆ ในปัจจุบันนี้ เป็นสัญญาณอันตรายที่ “สายเกินแก้หรือไม่”
นายแพทย์บุญส่งตอบว่า
“ก็สายมาก และการทํางานที่จะแก้ไขก็ช้ามาก แต่ก็ไม่น่าจะต้องหมดหวัง เพราะถ้าหากว่าเขา-รัฐบาล-คิดจะแก้ไขก็ยังทัน โดยต้องยอมเสียเงินงบประมาณเป็นเงินจํานวนมาก ในการปลูกป่าและจัดให้ประชาชนที่บุกรุกในป่าเหล่านั้น รับจ้างปลูกป่าและดูแลป่าโดยตรงทั้งหมด แล้วไม่ปล่อยให้มีการรุกทําลายป่าต่อไป รวมทั้งไม่มีการออกเอกสารรับรองที่ดินที่เรียกว่า นส.8 ให้ด้วย เพราะนั่นเท่ากับช่วยคนทําลายประเทศโดยแท้
“ผมคิดว่ารัฐบาลทุ่มเทเงินปลูกป่าตามโครงการหรือวิธีการขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ก็จะเป็นการลงทุนที่ไม่สูญเปล่า และจะไม่ผิดหวัง เพราะผลมันจะปรากฏออกมาให้เห็นชัดในไม่กี่ปีข้างหน้า ส่วนงานอีกด้านหนึ่งคือ อะไรที่จะปกป้องรักษาหรืออนุรักษ์ไว้ได้ ก็ต้องทําทันที เพราะถ้าไม่ทํา ปล่อยให้มีการทําลายไปเรื่อยๆ ก็จะยิ่งเดือดร้อนกันหนัก เหมือนอินเดียหรือบังคลาเทศที่มีความแห้งแล้งและอดอยากเกิดขึ้น คือ หน้าแล้งก็แล้งเกินไป หน้าฝนก็น้ำท่วม เพราะไม่มีป่าไม้หรือต้นไม้ช่วยอุ้มน้ำ
“ประเทศไหนที่รัฐบาลปล่อยให้คนขุดบ่อน้ำ เอาน้ำบาดาลขึ้นมาใช้อย่างไม่มีกําหนดกฎเกณฑ์เช่นเมืองไทย ก็แปลว่า ประเทศนั้นไม่มีอะไรเหลือเป็นความหวังอีกต่อไป
“อีก 10 ปีข้างหน้า หากไม่มีโครงการปลูกป่าหรืออนุรักษ์ที่ดี ป่าไม้เมืองไทยจะหมดไป จะไม่มีที่ไหนที่จะเรียกว่า เป็นป่าอีกต่อไป สัตว์ป่าบางชนิดก็จะยิ่งสูญพันธุ์เร็วไปกว่าป่า เช่น วัวแดงก็จะหมดไปในอีก 3-4 ปีข้างหน้า กระทิง 6-7 ปี ช้างป่าช้าหน่อย ก็อาจจะ 10-40 ปี แม้แต่นกเจ้าฟ้าสิรินธรก็ยังทําท่าว่าอีก 6-7 ปีก็อาจจะสูญพันธุ์ เพราะคนไปจับมาขายเป็นนกปล่อย หรือไปทําลายที่อยู่ของมัน

“สมัยหนึ่งรัฐบาลเงินผันก็ปล่อยให้มีการผันป่า โดยอนุญาตให้คนที่รุกป่าอยู่ต่อไปโดยไม่มีความผิด และยังทํา นส.8 รับรองให้ด้วย ในระยะนั้นป่าไม้หมดไปถึงปีละ 6 % เป็นความคิดหรือการกระทําที่โง่เง่ามาก” (ปัจจุบันการทําลายป่าของเมืองไทยหมดไปถึงปีละ 4%)
ความหวัง
จากการต่อสู้ที่ยาวนาน ทําให้นายแพทย์บุญส่งสามารถพูดคุยได้อย่างไม่ติดขัดถึงสาเหตุและความเป็นไปของป่าไม้เมืองไทย ทั้งๆ ที่มีใจสู้ในภาวะที่สุขภาพอ่อนลง คุณหมอก็ยังมุ่งหน้าทํางานทางด้านประเทืองปัญญา โดยหวังที่จะผลิตตําราและหนังสืออ่านนอกเวลาเรียน สรุปเรื่องเป็นไปจากหนังสือตํารา 3 เล่มใหญ่ที่ได้จัดทําเป็นภาษาอังกฤษในเรื่องสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์เลื้อยคลาน และนก
“คนไทยควรจะเลิกเห็นแก่ตัว และคิดถึงผลประโยชน์ในระยะสั้น แล้วไปคิดถึงผลประโยชน์ในระยะยาว โดยต้องพยายามต่อสู้ หรืออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้ดีกว่านี้ มันเป็นการลงทุนมากก็จริง แต่ทําไปแล้วไม่เสียผล
“ผมหวังที่จะอุทิศสิ่งที่ผมรวบรวมไว้ทั้งหมดให้แก่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ของกระทรวงศึกษาธิการ แต่ก่อนที่จะให้ผมต้องรวบรวมซื้อหาจากต่างประเทศอีกมาก เพราะยังไม่ครบถ้วนดีนัก ผมหวังว่ามันจะเป็นประโยชน์แก่อนุชนต่อไป แม้ว่าบางทีถ้าเราไม่ช่วยกันจริงจังตอนนี้ ในอนาคตเด็กๆ ก็อาจจะได้เห็นสัตว์ป่าในรูปของต้นข่อยที่ปลูกขึ้นแล้วตัด ดัดเป็นตัวสัตว์แบบที่หัวหินก็ได้
“ความหวังในเรื่องการอนุรักษ์หรือต่อสู้เพื่อรักษาป่าและสัตว์นี้ ผมก็ไม่รู้จะไปฝากกับใคร เพราะดูเหมือนว่าทุกๆคนก็ไม่มีใครสนใจในเรื่องนี้ พูดไปก็เหนื่อยและตายเปล่า”
ที่กล้ากล่าวเช่นนั้น เพราะนายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล เป็นบุคคลที่ได้เคยต่อสู้และพยายามชี้แจงให้รัฐบาลยุคก่อนๆ ตั้งแต่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้เห็นความสําคัญของการออกกฎหมายพระราชบัญญัติป้องกันและสงวนสัตว์ป่า พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ และอื่นๆ จะมีคนสักกี่คนที่ทราบว่าเขาใหญ่หรืออุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่ยังเหลืออยู่น้อยนิดจากดงพญาเย็นหรือดงพญาไฟที่ใหญ่โตมโหฬารนั้น ยังคงเป็นเขาใหญ่อยู่ทุกวันนี้ เพราะฝีมือการต่อสู้แทบจะเอาตัวไม่รอดของนายแพทย์บุญส่งที่ได้ต่อสู้กับอภิมหาอํานาจส่วนบุคคลคนหนึ่ง ที่ปรารถนาจะ “ฮุบ” เอาที่ดินบนเขาส่วนนั้นทั้งหมดทําเป็นบ้านบนเขาพักผ่อนส่วนตัว เตรียมสร้างบ้านพักและสิ่งอํานวยความสะดวกรอบด้าน แต่ด้วยความมุ่งมั่นในสัจจะแห่งความเป็นธรรมของสังคม และความเป็นคนไทยที่ผลประโยชน์ส่วนรวม “ควรต้อง” อยู่เหนือส่วนตัว ทําให้มโนธรรมของอภิมหาอํานาจคนนั้นต้องพ่ายแพ้แก่นายแพทย์บุญส่ง และยอมให้ตราพระราชบัญญัติ ยกให้เขาใหญ่เป็นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ตราบจนทุกวันนี้ที่คนไทยทุกเพศทุกวัยและทุกชั้นสามารถขึ้นไปเดินชมความงามของธรรมชาติได้ตามอัตภาพ
ตัวอย่างที่ถูกละเลย?
การต่อสู้ของนายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล ที่ต่างชาติพากันยกย่องนับถือ แต่คนไทยกลับเพิกเฉยเช่นนี้ จะให้เรียกหรือตีความเป็นประการใดดี ทั้งๆ ที่เป็นตัวอย่างที่อนุชนรุ่นหลังควรจะศึกษาและยึดเป็นเยี่ยงอย่าง แต่ก็เป็นตัวอย่างที่ถูกละเลยและปล่อยทิ้งไว้อย่างโดดเดี่ยว
นายแพทย์บุญส่งเป็นขุมทรัพย์แห่งความรู้ในเรื่องสัตว์และป่าไม้เมืองไทยอย่างที่จะหาใครเทียบได้ยาก คนต่างชาติหรือนักท่องเที่ยวที่เดินเข้าออกประเทศไทยต่างมุ่งไปหา เพื่อขอคําแนะนําในเรื่องการเที่ยวป่าและดูนก (ส่องนก) เขาเป็นแหล่งกลางของการแลกเปลี่ยนวิชาการของการอนุรักษ์ แต่คนไทยกลับปล่อยทิ้งไว้เหมือน “ลิงได้แก้ว”
ถึงเวลาที่พวกเราจะหันหน้ากลับไปเสวนาและให้ความสนใจแก่บุคคลผู้นี้หรือยัง

ประวัติ
นายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล เป็นคนสงขลา
สําเร็จการศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในสาขาวิทยาศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2471 และสําเร็จแพทยศาสตร์บัณฑิต เมื่อ พ.ศ. 2475 ทำงานในโรงพยาบาลจุฬาฯ ระยะหนึ่ง แล้วออกมาตั้งคลินิกส่วนตัว จัดตั้งนิยมไพรสมาคม เมื่อ พ.ศ. 2490 เป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาอนุรักษ์ในคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ตั้งแต่ พ.ศ. 2505 จนปัจจุบัน และสอนที่อื่นๆ ด้วย เป็นกรรมการในคณะกรรมการองค์การสวนสัตว์ดุสิต คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ฯลฯ และในองค์การระหว่างประเทศหลายแห่ง อาทิ องค์การระหว่างชาติในการอนุรักษ์นก องค์การคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งโลก เคยเดินทางไปดูงานด้านอนุรักษ์ธรรมชาติทั่วโลก ด้านสัตววิทยา เป็นผู้มีผลงานด้านการเขียนเอกสารวิชาการมากที่สุด (มีมากกว่า 30 เรื่อง) เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมชาติวิทยาจนต่างชาติยอมรับนับถือ ได้รับรางวัลจากต่างประเทศหลายอย่าง และในประเทศ ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวนศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิทยาศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

