“หมอบุญส่ง” ในวัย 70 ปี เป็นแขกรับเชิญให้สัมภาษณ์กับนิตยสารบางกอก รีดเดอร์ส เมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2520 พูดคุยถึงเรื่องราวชีวิตในฐานะคุณหมอนักนิยมไพร และแลกเปลี่ยนทัศนะเรื่องป่า สัตว์ป่า ไปจนถึงพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาที่ยุคนั้นเป็นแค่เพียงความฝัน

สัตว์ป่ามันก็ต้องอยู่ป่า มีป่าให้ได้อาศัย ป่าที่จะอยู่ได้ก็ต้องมีลักษณะอย่างนั้นอย่างนี้ ชนิดนั้นชนิดนี้ ถ้าป่าชนิดนั้นถูกทําลายไป สัตว์ชนิดนี้ก็ถูกทําลายไปด้วย…”
สัตว์ป่า…เป็นเรื่องที่หลายคนพูดถึง หลายคนเป็นห่วงเป็นใยว่ามันจะสูญพันธุ์ไปในไม่ช้า แต่อีกหลายคนพูดถึงมันอย่างคะนองว่าทําอย่างไรจึงจะล่าชนิดตัวใหญ่ๆ ได้สักตัวในวันพรุ่งนี้ที่จะเข้าป่า
ถ้าคุณอยากคุยกันเรื่องสัตว์ป่าชนิดที่ได้รายละเอียด และได้เนื้อถ้อยกระทงความมากที่สุดในเวลานี้ เห็นจะไม่มีใครเหมาะเท่านายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล คุณหมอนักนิยมไพรท่านนั้น
“ผมเริ่มเข้าป่าล่าสัตว์เป็นตั้งแต่อายุได้ 15-16 ตอนแรกก็ไปกับผู้ปกครอง เที่ยวไปตามป่าโน่นป่านี่ พอหลังจากอายุ 16 ปี ผมก็ออกไปเอง ล่ามาก…ตอนอายุระหว่าง 16 ถึง 30 แต่ไม่ได้ฆ่าหวยฆ่าวา ไม่ได้เห็นสัตว์อะไรเป็นต้องฆ่าหมด ก็เลือกแต่เฉพาะสัตว์จําพวกที่มีเขาใช้ประดับฝาผนัง เพื่อความสวยงาม และเป็นที่ระลึก หรือเลือกยิงเฉพาะสัตว์ที่มีเขาลักษณะงามเท่านั้น ส่วนตัวเมีย หรือลูกเล็กเด็กแดง ตัวผู้น้อยๆ ผมไม่เคยยิงเลย…หรือบางทีก็เป็นสัตว์ที่มันฆ่าคน อย่างเช่นเสือร้าย…”
นายแพทย์บุญส่งเกิดที่สงขลา แล้วก็ย้ายไปทํางานที่ต่างๆ ท่องเที่ยวไปเรื่อย พอหลังจากจบแพทย์แล้วจึงได้กลับมาเข้าป่าอีก ก็ได้เห็นว่าสัตว์ป่าต่างๆ ในเมืองไทยเริ่มสูญพันธุ์หมดไปทุกที จึงวางปืนล่าสัตว์ลง แล้วเริ่มศึกษารวบรวมเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับสัตว์ป่าเมืองไทยด้วยความกริ่งเกรงว่า คนรุ่นหลังจะไม่มีโอกาสรู้จักสัตว์ของไทยอีก
วิธีการก็คือ เข้าไปในป่าเพื่อศึกษาชีวิตของสัตว์ป่าชนิดที่ต้องการ แล้วก็กลับมาค้นคว้าเขียนเป็นหนังสือเล่มบ้าง เป็นตอนๆ ลงในหนังสือพิมพ์บ้าง แล้วแต่โอกาสและความเหมาะสม
“หนังสือที่ผมเขียนมีหลายเรื่อง เช่น เรื่องช้าง เรื่องกระทิง วัวแดง เรื่องกวางต่างๆ เรื่องนก…หลายเล่ม พยายามเขียนให้ผู้อ่านเขาเห็นว่าวิธีล่าสัตว์อย่างไรจึงจะถูกวิธี ทําไมจึงไม่ควรล่า อะไรทํานองนี้
นอกนั้นก็เป็นเรื่องสั้นจบในฉบับเดียวก็มาก แต่รู้สึกว่ามันจะไม่ค่อยเป็นการอ้างอิงเท่าไหร่ ผมก็เลยได้พยายามทําเป็นหนังสืออ้างอิงขึ้น อย่างธรรมชาติสัตว์ต่างๆ ผมก็เคยลงในสยามรัฐ โดยผมเขียนไปลงอาทิตย์ละอย่างๆ ของสัตว์
ก็ดี…ทําให้คนได้รู้ได้สนใจถึงสัตว์ต่างๆ…ผมรวบรวมไว้เป็นชุดก็แยะ อย่างเรื่องหอยทะเล หอยน้ำกร่อย หอยน้ำจืดก็จะทําด้วย”
นายแพทย์บุญส่งสนใจเรื่องของสัตว์ต่างๆ มาตั้งแต่เล็ก เนื่องจากเป็นคนต่างจังหวัด ได้เห็นสัตว์ต่างๆ มาตั้งแต่ยังเล็กๆ ก็ชอบใจเรื่องของสัตว์ เรื่องของธรรมชาติ
ปัจจุบันแม้จะมีวัยล่วงเข้าถึง 70 แล้ว แต่ยังแข็งแรง เดินทางเข้าป่าอยู่บ่อยๆ
“ก็ชักไม่ไหวแล้วละ หัวใจไม่ค่อยดี แต่ก็ต้องเข้า…เข้าไปเก็บของ เก็บตัวอย่าง สัตว์ที่ยังไม่มี เข้าไปถ่ายรูปตัวอย่างสัตว์ หรือถ้าถ่ายไม่ได้บางทีก็ต้องยิงเอา หรือจับเป็นเพื่อนํามาศึกษา ผมเข้าไปทุกภาคแหละ ทุกจังหวัด เสร็จแล้วก็เอามาเขียนเป็นหนังสือ เพราะฉะนั้นกว่าผมจะเขียนหนังสือได้สักเล่มก็ต้องกินเวลามาก ถ้าเป็นเมืองนอกก็สบาย เพราะเขามีพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ซึ่งรวบรวมรูปภาพ ตัวอย่างซากสัตว์ เรื่องราว ข้อมูลรายละเอียดต่างๆ ไว้เสร็จ เข้าไปนั่งสักพักหนึ่งก็เขียนออกมาได้ ส่วนของเรามันไม่ใช่อย่างนั้น เรายังไม่มีเลย ทําไม่ได้ ต้องเข้าป่าหาข้อมูลกันเอาเอง อย่างเช่นว่า กิ้งก่าบิน ตัวตุ่น ตัวกะทั่ง พวกนี้กว่าจะจับได้ หรือได้ตัวอย่างมาสักตัวยากมาก ต้องใช้ยิงเอา ต้องมีความพยายาม เพราะฉะนั้นความสิ้นเปลืองมันก็มีมาก เราต้องไปทุกๆ ภาค บางแห่งก็มี ผกค. ก็ไปลําบาก ถ้าในเมืองไทยเรามีพิพิธภัณฑ์ วิทยาศาสตร์แล้วมันก็ง่ายขึ้น เรามีแต่พิพิธภัณฑ์เศียรพระหรือพระพุทธรูปเท่านั้นเอง พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ของเรายังไม่มีใครตั้งขึ้นเลย…”
จากประสบการณ์และความเห็นของนายแพทย์บุญส่งเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์นั้น มีความเห็นว่าต้องมีมาก อาจจะถึง 20 – 30 ชนิด แบ่งประเภทกันไป เช่น พิพิธภัณฑ์เครื่องแก้ว พิพิธภัณฑ์เครื่องจักร พิพิธภัณฑ์สิ่งทอ พิพิธภัณฑ์มนุษยชาติ ฯลฯ วงการวิทยาศาสตร์ของไทยจึงจะก้าวหน้า
“วิทยาศาสตร์รวมทั้งวิชาการแขนงต่างๆ ของเราไม่ค่อยก้าวหน้าเท่าที่ควร ก็เพราะนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปของเราไม่มีโอกาสได้เห็นของจริง ยิ่งถ้าไม่ได้อ่านหนังสือด้วยแล้ว ก็ยังไม่รู้อะไรเลย ถึงอ่านหนังสือก็ยังไม่รู้ว่าของจริงนั้นมันมีรูปร่างเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น การก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของเราจึงก้าวไปไม่ค่อยทันโลกเขา อย่างเด็กญี่ปุ่นเขาได้ไปดูพิพิธภัณฑ์ต่างๆ โดยพวกเขาได้อะไรๆ มาเอง ไม่ต้องมัวไปจับสัตว์มาเอง ไม่ต้องไปอ่านหนังสือกัน
จนปวดหัว เพียงแต่มองด้วยตาก็รู้ อย่างเครื่องวิทยุที่เขาทําๆ กันนี้ เขาผ่าเลย ขยายให้ใหญ่ว่าเส้นนี้ เส้นนั้น มันต่อเชื่อมทํางานกันอย่างไร เด็กๆ มันก็รู้เอง”
จากความคิดอันนี้เอง นายแพทย์บุญส่งจึงคิดจะยกสัตว์ป่าชนิดต่างๆ ที่รวบรวมไว้ให้หน่วยงานของรัฐบาลไป หากจะเอาไปตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในสาขาสัตว์ป่าขึ้น
“… ผมอยากจะยกให้เป็นสมบัติของพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ แต่ก็เห็นพูดกันมาตั้ง 15 ปี แล้ว ก็ยังไม่เห็นมีรัฐบาลไหนจะคิดตั้งพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ หรือธรรมชาติวิทยาขึ้นมาเลย…”
“… มันน่าเสียดายนะ…สัตว์ป่าของเราสูญพันธ์ไปมากแล้ว อย่างเช่นละอง ละมั่ง สมัน เนื้อทราย…และสัตว์เล็กๆ อีกหลายพันธุ์ ก็สูญพันธุ์ไปมากแล้ว มันเกี่ยวเนื่องจากหลายอย่าง นอกจากการล่ากันอย่างไม่คํานึงถึงปริมาณ และชนิด ประเภท ตลอดจนฤดูกาลแล้ว เรายังทําลายป่ากันมาก สัตว์ป่ามันก็ต้องอยู่ป่า มีป่าให้ได้อาศัย ป่าที่จะอยู่ได้ก็ต้องมีลักษณะอย่างนั้นอย่างนี้ ชนิดนั้นชนิดนี้ ถ้าป่าชนิดนั้นถูกทําลายไป สัตว์ชนิดนี้ก็ถูกทําลายไปด้วย เพราะฉะนั้นสัตว์เล็กๆ จะหมดไปแล้วสักกี่สิบอย่างแล้วเราก็ไม่รู้ เรายังไม่ได้รู้กันดีนัก ส่วนสัตว์ใหญ่ที่ยังมีชีวิตอยู่ในเมืองไทยต่อไปนี้นั้น ภายในอีก 40-50 ปีข้างหน้าก็จะหมดสิ้นสูญพันธุ์ไปเสียทุกๆ อย่างด้วย เพราะว่าเมืองไทยเราจะไม่มีป่าเหลือ และป่าที่เหลือก็จะไม่เป็นป่าธรรมชาติ เป็นป่าที่ปลูกขึ้นเพื่อประโยชน์ของคน เช่น ป่าบางแห่งมีพันธุ์ไม้หลายอย่างที่สัตว์ป่าจะอาศัยกินใบ กินผลได้ ก็ไปโค่นมันเสียหมด แล้วก็ไปปลูกต้นสักหรือปลูกไม้ชนิดใดชนิดเดียว สัตว์มันก็กินอะไรไม่ได้ เมื่อสัตว์มันอยู่ไม่ได้แล้วก็จะสูญพันธุ์ไป

1. ส่วนหนึ่งภายในพิพิธภัณฑ์ของหมอบุญส่ง
2. เขาสมันกิ่งที่สวยงามและหายากที่สุด อันล่างมี 29 กิ่ง อันบนมี 34 กิ่ง ซึ่งหมอซื้อมาจากชาวเยอรมันที่เป็นเอเยนต์ รับซื้อเขาสัตว์ในเมืองไทย เพื่อส่งไปขายในต่างประเทศ
3. กรามช้างที่มีอายุมากกว่า 2 ล้านปี ได้จากการขุดตอม่อสร้างสะพานเดชาติวงศ์ นครสวรรค์
4. กิ้งก่าชนิดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ได้จากจังหวัดยะลา
5. หนังสืออ้างอิงจํานวนมากที่หมอใช้ศึกษาค้นคว้าเรื่องเกี่ยวกับสัตว์ ด้านหลังเป็นเขาแพะภูเขาหรือ IBEX
6. สัตว์ดองที่เก็บไว้ในขวดโหล เพื่อทําการศึกษาต่อไป
สัตว์พวกงู กิ้งก่า สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์เล็กสัตว์น้อยต่างๆ ก็จะอยู่ไม่ได้ ก็จะสูญพันธุ์ไปภายในไม่กี่ปีนี้ เพราะฉะนั้นคนรุ่นหลังที่เกิดมาก็จะไม่ได้เห็นธรรมชาติ ไม่ได้เห็นสัตว์ป่าต่างๆ ของเมืองไทยเลย…”
นายแพทย์บุญส่งมีความเห็นว่าการสร้างเขื่อนไม่มีผลอะไรกับทางสัตว์ป่าเลย เพราะการสร้างเขื่อนนั้นเป็นการอนุรักษ์น้ำไปใช้ประโยชน์ต่อชีวิตของคนและสัตว์ และก็ไม่ได้ไปท่วมบริเวณป่าอะไรมากมาย จะท่วมก็เพียงเนื้อที่เล็กน้อยซึ่งก็ไม่ได้ทําความลําบากกับสัตว์ป่ามากนัก เนื่องจากสัตว์ป่าส่วนใหญ่ว่ายน้ำได้ ถ้าหากน้ำท่วมบริเวณใดมันจะสามารถว่ายน้ำหนีไปยังที่ดอนซึ่งน้ำไม่ท่วมได้ ไม่ถึงกับจมน้ำตาย

“..แต่ว่าก็ว่าเถอะ เวลานี้ป่าในเมืองไทยเหลือน้อยเต็มที่แล้ว ถึงที่เหลืออยู่ก็เป็นป่าที่ไม่ได้สมบูรณ์อะไร นอกจากที่เทือกเขาตะนาวศรีระหว่างพม่ากับไทยก็พอจะมีสัตว์อยู่บ้าง แต่ก็ไม่สมบูรณ์นัก ส่วนภาคอื่นๆ ของเมืองไทยทั้งหมด เกือบไม่มีอยู่เลย มีอยู่บ้างก็เป็นสัตว์เดนตายที่จะตายในไม่ช้านี้”
เมื่อเป็นเช่นนั้น หลายคนคงอยากทราบว่า จะมีทางแก้ไขภาวะอันล่อแหลมนี้ได้อย่างไร?
“แก้ได้อย่างเดียวก็คือว่า สงวนป่าที่เหลือไว้อย่างเดิม อย่างเดี๋ยวนี้เรามีเขตสงวนพันธุ์สัตว์ป่าขึ้นวนอุทยานแห่งชาติ เพื่อรักษาพันธุ์ไม้ต่างๆ ในที่นั้นให้คงเดิม สัตว์ป่าต่างๆ ให้คงเดิม แต่ว่าสิ่งเดียวที่เราแก้ไขไม่ได้ก็คือ ชาวบ้าน
รอบๆ มักแอบเข้าไปล่าไปยิงอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นก็น่ากลัวว่าอะไรๆ ก็จะหมดไปเร็ว ข้าราชการโดยมากทํางานวันละ 6 ชั่วโมง อาทิตย์ละ 5 วัน มีวันหยุดราชการอีก ส่วนไอ้พวกนักล่าสัตว์มันทํางาน 24 ชั่วโมง ทํางานอาทิตย์ละ 7 วัน ไม่มีวันหยุดราชการเลย เราก็เลยรู้ไม่ได้ ข้าราชการเราก็ได้แต่นั่งรถ แล้วทํางานแต่เฉพาะกลางวันๆ ละ 6 ชั่วโมงเท่านั้นเอง
ส่วนมันทํางานทั้งกลางวันกลางคืน…เพราะฉะนั้นจึงสู้กันได้ยาก…การเที่ยวป่าเดี๋ยวนี้มันไม่คอยสนุกแล้ว ถ้าไปเจอใคร
ในป่าก็เป็นอันต้องหลบหน้ากัน ผิดกับเมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว เมื่อเราเที่ยวป่าเจอใครที่ไหนเข้าก็ตะโกนเรียกกัน เป็นไมตรีกัน เห็นหน้ากันก็ทักทาย “เฮ้ย…กินข้าวแล้วยัง” “มีบุหรี่สูบไหม” “มียาสูบไหม” แต่ว่าเดี๋ยวนี้ต้องรีบหลบเข้าพุ่มไม้ไป ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร เพราะฉะนั้นชีวิตในตอนนี้ก็เปลี่ยนไปในทางที่เลวลง”
ในส่วนของการอนุรักษ์สัตว์ป่าและธรรมชาตินี้ นายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล ได้กล่าวว่า ในขณะนี้หน่วยงานที่ทําหน้าที่เกี่ยวกับด้านนี้ของไทยเรามีเพียง 2 แห่งเท่านั้นที่ยังทำหน้าที่ดีอยู่ คือ กองอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ กับสมาคมนิยมไพร ส่วนการร่วมมือจากต่างประเทศนั้นก็มีอยู่มากพอสมควร องค์การคุ้มครองสัตว์ป่าและธรรมชาติของโลก ซึ่งมีชื่อย่อว่า IUCN หรือ International Union of Conservation of Nature and National Resources นอกจากนี้ก็ยังมี World Wildlife Fund ซึ่งทางฝ่ายประเทศไทยก็ทําการติดต่ออยู่เสมอ บางครั้งก็เป็นการขอความร่วมมือสนับสนุนทางด้านการเงิน เพื่อให้ทางกรมป่าไม้ หรือกองอุทยานแห่งชาติ มาทํากิจการในความรับผิดชอบให้ดีขึ้น
“…พูดถึงการอนุรักษ์สัตว์ป่า…ยังมีคนเข้าใจผิดอยู่มาก มิใช่ว่าป่าอยู่ไหนแล้วที่นั่นจะมีสัตว์ป่าอยู่ ถ้าว่ามีอยู่บ้าง แต่ไม่ใหญ่โตกว้างขวางพอ สัตว์มันก็อยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นในเมืองไทยเรานี่จึงยากที่จะหาสัตว์ป่าได้ นอกจากจะเป็นที่สงวนพันธุ์สัตว์ป่าและเขตอุทยานแห่งชาติเท่านั้น นอกไปเสียจากนั้นก็ต้องป้องกันคนลักลอบเข้าไปล่าสัตว์ แต่อย่างว่า เดี๋ยวนี้คนที่เข้าไปล่าสัตว์นั้น มันมีปืนยิงเร็วหลายกระบอก เจ้าหน้าที่เองเสียอีกมีปืนน้อย แถมเป็นปืนลูกซอง ผู้ร้ายมัน
จึงไม่กลัวทําให้เจ้าพนักงานถูกยิง ถูกฆ่าตายบ่อยๆ เรื่องอย่างนี้ทําให้การอนุรักษ์สัตว์ป่าต่อไปนี้เลวอย่างมาก…”
แต่เรามีกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่า มีกฎหมายให้ประชาชนเลี้ยงสัตว์ป่าบางประเภทได้ จะช่วยอะไรบ้างไม่ได้เชียวหรือ?
“เราก็พยายามแก้ไขกันเรื่อยๆ ที่จะให้มันดีขึ้น แต่ก็อย่างว่านะ เจตนารมณ์ของราชการ และเอกชนนั้นมันไปกันคนละอย่างกัน บางทีมันก็เข้มงวดเกินไป อย่างเช่นว่าให้เลี้ยงเพียงตัวเดียวสองตัว เมื่อมันมีลูกมาแล้วก็ต้องไปแจ้งทุกครั้ง มิฉะนั้นจะผิดกฎหมาย ทําให้เขาเลิกเลี้ยงสัตว์เมืองไทย หันไปเลี้ยงสัตว์เมืองนอกแทน ซึ่งมันผิดเป้าหมายไป เรื่องอย่างนี้เราก็พยายามจะแก้ไขกันอยู่ ทํากันมานานแล้ว แต่มันก็ไปไม่ถึงไหน เพราะไม่มีการส่งเสริมสนับสนุนให้มีการเลี้ยงสัตว์หายากขึ้นมา ทําท่าจะตั้งขึ้นมาหลายครั้ง แต่ก็หายเงียบไป ผมเองก็พยายามที่จะให้มีการจัดตั้งกลุ่มขึ้นมา หรือสมาคมเพื่อเรียกร้องขอรัฐบาลว่าจะให้เราทําอะไร อย่างไร แล้วก็ควรจะให้ความสะดวกในเรื่องกฎหมายพวกเราอย่างไรบ้าง แต่ก็ไม่มีใครสนใจจะจัดตั้งขึ้นมา”
เป็นเรื่องลําบากมาก ในความเห็นของนายแพทย์บุญส่งที่จะส่งเสริมให้คนมาสนใจการอนุรักษ์สัตว์ป่า และธรรมชาติให้อยู่รอดต่อไป เพราะกฎหมายของไทยเราไม่สนับสนุน คนที่ทําท่าจะให้ความสนใจก็จําเป็นต้องเลิกราไป ส่วนพวกที่มีความฝังอกฝังใจ รักสิ่งเหล่านี้มาก ก็ต้องแอบๆ ทํากัน ไม่กล้าออกตัว เพราะถ้าเกิดออกตัวก็จะทําให้เขามีของผิดกฎหมายขึ้นมาจนได้
สําหรับเรื่องพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ นายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล กล่าวว่าถ้าหากมีเอกชนจะจัดตั้งขึ้น ก็จะยกบรรดาของต่างๆ ที่สะสมไว้ให้ไป ซึ่งในขณะนี้ก็ยกให้ไปบ้างแล้วหลายแห่ง ส่วนสัตว์สต๊าฟต่างๆ ถ้ารัฐบาลยังไม่มีการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ขึ้นมา ก็จะยกให้กับสถาบันวิจัยแห่งชาติไป
ส่วนพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติของกระทรวงศึกษาธิการที่เคยจัดตั้งขึ้นที่ท้องฟ้าจําลองกรุงเทพฯ นั้น ยังเป็นสถานที่ คับแคบไป มีวัตถุประสงค์น้อยไป จึงไม่มีวันที่จะกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ขึ้นมาได้ ดังนั้น พิพิธภัณฑ์แห่งชาติควรจะได้รับการพิจารณาขึ้นมาใหม่ หรือพิพิธภัณฑ์ของแต่ละหน่วยก็ควรจะมีเพื่อไว้ใช้ในการศึกษาภายในกรมกองนั้นๆ มิใช่ว่าพอมีพิพิธภัณฑ์แห่งชาติขึ้นมาแล้ว พิพิธภัณฑ์อื่นก็ต้องยกเลิกไป เนื่องจากคนละวัตถุประสงค์กัน

