เมื่อ “วิสา” นักเขียนสารคดีท่องเที่ยวระดับปรมาจารย์ จับเข่าคุยกับนักนิยมไพรรุ่นเก๋าอย่าง “คุณหมอบุญส่ง เลขะกุล” จึงได้เกร็ดการเตรียมตัวเที่ยวป่ามากมายที่เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับนักนิยมไพรไม่ว่ายุคสมัยไหนก็ตาม

คุณเป็นคนหนึ่งที่กําลังเตรียมตัวไปเที่ยวป่าใช่ไหม
คุณคงพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความสมบุกสมบันท่ามกลางธรรมชาติแห่งป่าอย่างเต็มอัตราศึกแล้วกระมัง แต่นั่นแหละบางทีมันก็อาจมีหลายสิ่งหลายอย่างที่หล่นหายไปจากความคิดคํานึงของคุณอย่างคิดไม่ถึง และบางทีเรื่องที่คิดว่าเป็นเรื่องเล็กๆ ก็อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ทีหลังก็เป็นได้ ฉะนั้น บางทีเนื้อหาจากการสนทนากับนักนิยมไพรและนักอนุรักษ์ป่าและสัตว์ป่าผู้มีนามว่า นายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล คงจะเป็นประโยชน์ต่อคุณบ้างไม่มากก็น้อย จากประสบการณ์อันยาวนานมาไม่ต่ำกว่าห้าสิบปีของนักนิยมไพรผู้นี้

อาจารย์มีข้อแนะนําอย่างไรบ้าง สําหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการไปตั้งแคมป์แรมคืนในป่า
ก็ไม่มีอะไรมาก เพราะเมื่อใครจะเข้าป่าก็ย่อมรู้ดีอยู่แล้ว ป่าประเภทไหน เข้าไปฤดูกาลอะไรก็เตรียมสัมภาระให้เหมาะสมแก่ความจําเป็น ที่สําคัญก็คือสามารถที่จะนําไปได้ด้วยตัวเองในกรณีที่จะต้องเดินป่าจริงๆ ไม่มีการเอารถลุยเข้าป่า อย่าหวังพึ่งลูกหาบเพราะยังมีสัมภาระส่วนกลางที่จะต้องพึ่งคนเหล่านี้อีก อย่างพวกเต็นท์พวกอาหาร เป็นต้น
เรื่องเสื้อผ้า ควรจะน้อยชิ้นที่สุด และหนาเข้าไว้แหละดี กางเกงให้ยาวหุ้มข้อไว้ ถุงเท้า รองเท้าพร้อม
เรื่องรองเท้านี่เป็นเรื่องสําคัญมากอย่างหนึ่ง คุณควรเลือกรองเท้าที่ใหญ่กว่าปกติสักเบอร์ เพราะเวลาเดินจริงๆ แล้วเท้าเรามักจะบวมกับรองเท้า พื้นรองเท้าควรเป็นพื้นยางเพราะเดินได้เงียบดี รองเท้าหนังอย่าเอาไปเลย บางทีมันทําให้เราเดินดังด้วยไม่เพราะในการตามรอยสัตว์ และถ้าเราเดินดังหรือเดินไป ส่งเสียงไป สัตว์มันก็หนีหมด
นอกจากนั้นทุกคนต้องมีเป้ประจําตัว มีไม้ขีดไฟ ไฟฉาย หยูกยาประจําตัว มีดอย่างมีดโบวี่นี่แหละดี แล้วก็กระติกน้ำที่มีน้ำเต็มเสมอ
จากนั้นก็มาถึงเรื่องที่สําคัญที่สุดก็คือ ทุกคนต้องเตรียมยากันมาเลเรียและกินตามกําหนดโดยตลอด
แล้วสัมภาระเกี่ยวกับการตั้งแคมป์
ถ้าเราจะเดินไปเบาๆ ก็ไม่ต้องถึงขนาดเอาเต็นท์ไปด้วยหรอก พวกพลาสติกชีทนี่จะดีที่สุด มีขายแถวหลังกระทรวงกลาโหมน่ะคุณ มันกว้างสักสองเมตร ยาวสามเมตร แล้วคุณเอาเชือกพลาสติกไปเยอะๆ เวลาจะนอนก็เอาขึงเชือกสักสองผืนก็ได้เต็นท์กลางป่าพอกันน้ำค้างได้แล้ว
เต็นท์มันหนัก เวลาฝนตกมันอุ้มน้ำ หนักบรรลัยเลย คุณมีเจ้าพลาสติกนี่ไปคนละผืนสองผืนก็ใช้การได้สารพัด ทั้งปูนั่งปูนอน กันฝนกันน้ำค้าง พอสุมไฟแล้วก็ไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว
อ้อ ที่อยากแนะนํา ถ้าเอามุ้งไปด้วยจะดี
เอามุ้งเข้าป่าหรือครับ!
เอ้า กับพวกแมลงต่างๆ ยังไง เวลาเรานอนในป่ามันมีพวกตัวริ้นตัวยุง มุ้งธรรมดาไม่ได้นะ ควรเป็นมุ้งผ้าดิบ มุ้งโปร่งๆ นี่มันเข้ามาเป็นก้อนเลย ยิ่งหน้าฝนยิ่งหนัก พวกเคยโดนรุมกัดหัวหูโนไปเลย บางคนแพ้ตัวบวมฉุ ถึงเราจะเอาเต็นท์ไปก็ต้องกางมุ้งในเต็นท์ แต่สมัยนี้ยากันยุงประเภทต่างๆ ก็พอใช้ได้ เตรียมไปด้วยก็แล้วกัน
แล้วทีนี้เรื่องอาหาร
คุณต้องเตรียมให้พอดีกับการเดินทางและอย่าหวังไปหาอะไรกินในป่าเป็นอันขาด เราไม่ใช่พวกพรานชํานาญป่า คิดเสียอย่างนั้น อย่าฝันหวาน ข้าวสารเอาไปให้ครบมื้อ แล้วควรกันหลงทางไว้เสียหนึ่งมื้อ
กับข้าวอย่าให้มันพิสดารมาก สมัยผมเข้าป่าเป็นเดือน ซื้อปลาทูเค็มไปเป็นกระสอบ น้ำพริกเผาเยอะๆ แล้วก็เกลือ พริกป่นพริกแห้ง แล้วก็มีบุหรี่สูบให้เพียงพอที่จะแบ่งปันคนนําทางเขาด้วย อาหารในป่าจริงๆ ไม่มีอะไรวิเศษเท่าปลาทูเค็มเลย เราดัดแปลงทํากันได้สารพัด และที่สําคัญกินเหมือนๆ กันดีที่สุด เอาไปหลายอย่างเป็นภาระคนแบก แล้วก็จะมีปัญหาคนนั้นจะกินนั่นกินนี่ วุ่นวายเปล่าๆ ข้าวร้อนๆ กับน้ำพริก เผาเผ็ดๆ คลุกกันกินก็พอแล้วแล้วของหวานนี่กล้วยตาก
ผมมีติดตัวเสมอ ๒๐-๓๐ ลูกมีติดกระเป๋าไว้ เวลาเราอดข้าวเพราะหลงทางหรืออะไร ก็แล้วแต่ กล้วยตาก ๓-๔ ใบก็เท่ากับข้าวมื้อหนึ่งแล้วคุณ มันทําให้ชุ่มคอดีด้วย ของอะไรที่ทําให้กระหายน้ำอย่าเอาไป พวกของกินจุบจิบก็เหมือนกัน อย่างทอฟฟี่ลูกอมลูกกวาดหรือพวกน้ำอัดลมแห้งที่เขาทําเป็นเม็ดใส่ซองขายน่ะ ไม่ดีหรอก
มีน้ำให้เต็มกระติกเสมอเป็นดีที่สุด
กินแต่ละมื้อก็กินให้เต็มอิ่มไปเลย อ้อ การเตรียมปริมาณอาหารให้พอดีคนน่ะ ต้องคิดถึงคนนําทางให้มาก เขามักกินมากกว่าพวกเราสัก ๒-๓ เท่า และมักจะชอบของเค็มของเผ็ด
สมัยผมต้องมีฝิ่นหรือไม่ก็ยาฉุนเตรียมไปเสมอ พวกนี้ถ้าขาดยาฉุนพาลจะพาหลงทางเอาง่าย ๆ


ทีนี้เมื่อถึงป่าแล้วจะเลือกที่ตั้งเเคมป์อย่างไร
แต่ก่อนสัตว์ป่ามีมากเวลาตั้งแคมป์ ต้องระวัง อย่าไปตั้งในด่านสัตว์ ต้องห่างไปทางใต้ลมอย่างน้อยๆ ก็ ๒๐-๓๐ เมตร บางทีเราเห็นว่าที่ตรงนี้เตียนดี ที่ไหนได้ล่ะ ช้างมันจะมารื้อเต็นท์เรา เผลอก็ถูกเหยียบตาย แต่สมัยนี้สัตว์ป่ามีน้อยแล้วก็อาจไม่ต้องระวังมากนัก
มีที่สังเกตอย่างไรว่าเป็นด่านสัตว์
มันก็เป็นทางเตียนโล่งไปเลย อย่าไปนอนเข้าเชียว ช้างเหยียบคนตายในด่านสัตว์นี่มาก แต่เดี๋ยวนี้สัตว์น้อย ไอ้ที่มาเดินกันจนด่านเตียนแทบจะไม่มีแล้ว ไม่เหมือนเมื่อก่อน
ทีนี้การหลบไปนอนให้ห่างด่านสัตว์ ก็จะปลอดภัยจากโจรผู้ร้ายด้วย เพราะโจรหรือใครๆ จะเดินทางไปไหน ก็มักจะเดินทางที่เตียนๆ คือด่านสัตว์นี่แหละ
ด่านสัตว์นี่มันจะเป็นด่าaนเฉพาะของสัตว์แต่ละชนิดหรือเปล่าครับ
ไม่หรอก โดยมากช้างเขามักจะเดินนําไปก่อน เพราะตัวมันใหญ่มันบุกไปทางไหนก็เท่ากับเปิดทางให้สัตว์อื่นๆ ไปด้วย พอช้างเดินไปแล้ว สัตว์อื่นๆ อย่างกระทิง วัวแดง กวาง เก้ง ก็มักจะเดินไปทางนั้น แล้วช้างนี่เขารู้ดีว่าแหล่งน้ำอยู่ทางไหน จะไปหาลูกไม้กินไปทางไหน

ถ้าเราอยากดูสัตว์ ตั้งแคมป์ใกล้ๆ โป่งจะดีไหม แคมป์ปิ้งที่ค่อนข้างเดอลุกซ์ในป่าทองผาภูมิ
ยิ่งโป่ง ยิ่งต้องห่างอย่างน้อยๆ ทางใต้ลมหลายๆ เส้นเลยคุณ เพราะคนนี่ถ้าสัตว์มันได้กลิ่น มันก็จะไม่เข้ามากินโป่ง เราต้องอยู่ใต้ลมไกลโป่งแล้วควรจะอยู่อย่างเงียบๆ หูสัตว์มันได้ยินดีกว่าหูคนหลายเท่านัก
แล้วถ้าเราคิดว่าจะดูสัตว์ลงโป่ง ก็อย่าลงเดินให้วุ่นวายบริเวณโป่งเป็นอันขาด ไปถึงทําห้างขึ้นก็รีบทําเสียเลย
ไม้ที่ทําห้างก็ควรตัดมาจากที่ไกลๆ หน่อย อย่าไปตัดไม้แถวนั้น นอกจากไวต่อกลิ่นแล้ว สัตว์ป่ามันมีความสังเกต มันเห็นอะไรผิดไปเปลี่ยนไปมันก็ระวังตัวแล้วตามสัญชาตญาณ
แล้วเรื่องน้ำเล่าครับ เราจะหาแหล่งน้ำได้ยังไง
อ้อ ใช่ ที่พักแรมก็ควรใกล้น้ำด้วย ถ้ามีคนนําทางล่ะก้อ เขารู้แน่ แต่ถ้าไม่มีเราก็เงี่ยหูฟังเสียงกบเสียงเขียดเอา แล้วไปตามทิศนั้น บางทีเราอาจเจอห้วยแห้งๆ ตามป่าที่สูงๆ เราก็พอหาน้ำได้ ถ้าขุดลงไปน้ำก็จะซึมออกมา ใช้กินได้หุงข้าวได้ น้ำในป่านี้ไม่มีอันตรายอะไร กินได้เต็มที่ น้ำเป็นเรื่องสําคัญ ถึงจะต้องมีกระติกน้ำประจําตัวทุกคน เดินทางไปที่ไหนถ้าเจอน้ำก็ควรเติมให้เต็มไว้เสมอ ถึงมันจะขุ่น มีขี้วัวกระทิงปนอยู่ก็กินได้ ถึงอย่างไรก็ปลอดภัยกว่าแหล่งน้ำที่อยู่
ใกล้หมู่บ้าน เพราะไม่รู้ว่ามีเชื้อโรคอะไรจากคนด้วยกันนี่แหละ
พูดถึงการหาน้ำตามป่านี่ เดี๋ยวนี้ป่าไม้ของเราถูกทําลายจนเตียนโล่งไปหมด เพราะฉะนั้นไอ้ที่จะไปหวังขุดท้องห้วยเอาน้ำมันก็ยาก บางทีขุดลงไปแทบตายก็แห้งผากไม่มีน้ำเลย
นี่ก็นับว่าเป็นเคราะห์กรรมของคนรุ่นนี้อย่างหนึ่ง
เป็นเคราะห์กรรมมากทีเดียว สมัยที่ผมยังเที่ยวป่าอยู่เมื่อ ๓๐-๔๐ ปีมาแล้ว ผมยังได้เห็นความสวยงามของป่า ได้อาศัยความร่มเย็น ได้ยินเสียงสัตว์ต่างๆ ร้องระงมไปเรื่อยๆ มันระงมอยู่ตลอดวันคืน
โดยเฉพาะเวลาสักบ่ายห้าโมงเย็น จะได้ยินเสียงสัตว์ต่างๆ ร้องมากที่สุด เสียงช้างร้อง เสียงกระทิงร้องที่เขาเรียกกระทิงเห่เรือ เสียงมันดัง อู๊วว…อู๊วว ก้องจากยอดเขาหนึ่งไปอีกยอดเขาหนึ่ง คือตอนเย็นนี่เป็นตอนที่พวกมันสบายใจ พอพากันไปถึงลําธารมันก็เล่นกันหยอกกัน
ถ้าไม่ได้ยินเสียงร้องของสัตว์ก็มักจะได้ยินเสียงเคลื่อนไหวในท้องของมันดังกระพึ่มๆ เสียงที่ดังนั้นมีความรู้สึก ใบไม้สะเทือนไปเลย รู้สึกน่ะนะ
เที่ยวป่าตอนนั้นมันเต็มไปด้วยชีวิตจิตใจ ได้เห็นอะไรมากมาย แต่หลังสงครามมาราวๆ ๘ ปี หรือ ๑๐ ปีนี่ป่า เงียบเลย เสียงสัตว์ก็เงียบ เดินไปทางไหนก็ไม่ค่อยเห็นด่านสัตว์เพราะแทบไม่มีสัตว์จะเดิน ไปทางไหนก็รก ด่านสัตว์เตียนๆ แทบหาไม่ได้
สมัยก่อนเราแทบไม่ต้องเดินบุกรุกกันเลย มีทางเตียนโล่ง สัตว์มันไปกินน้ำที่ไหน เดี๋ยวเราก็เจอน้ำที่นั่น แต่เดี๋ยวนี้หาไม่ค่อยได้
เราอาจหาได้จากต้นไผ่บางชนิดไหมครับ
อ๋อ เขาเรียกไผ่นวล อย่างแถวป่าเมืองกาญจน์มีมาก แต่คุณดูให้เป็นนะ ไผ่ทั้งกอใช่ว่าจะมีทุกปล้อง เจ้าปล้องที่มีน้ำมันจะเป็นหน่ออ่อนสูงพอแค่ท่วมหัว ส่วนที่ขึ้นพ้นจากดินจะเห็นเป็นปล้องสั้นๆๆๆ แล้วก็จะเป็นปล้องยาว ปล้องที่เป็นปล้องยาวนี่แหละจะมีน้ำทุกปล้อง บางทีจะมีสารข้นเหมือนวุ้นหรือเยลลี่อยู่ในนั้น กินได้ เอาน้ำตาลใส่ลงไปกินเหมือน เยลลี่ดีๆ นี่เอง เจอไผ่อย่างนี้ตัดมาสักปล้องสองปล้องก็เอามาใส่หม้อหุงข้าวกินได้เลย
แล้วอีกเรื่องที่สําคัญคือปัญหาหลงป่า กลับแคมป์ไม่ได้ จะแก้ไขอย่างไร
โดยมากก็ต้องคอยสังเกตดูทางที่เพื่อนเขาเดินไป ดูหญ้าดูกิ่งไม้ มันหักไปราบไป คนไปข้างหน้าโดยมากมักหักกิ่งไม้ทิ้งไว้ แต่ถ้าสงสัยก็กู่กันไว้ก่อน แต่ถ้าเป็นการตามรอยสัตว์ก็ทําอย่างนั้นไม่ได้ ต้องคอยสังเกตไป บางทีเห็นแค่ใบไม้พลิกเราก็รู้แล้ว
ปัญหาใหญ่คือหลงทางเวลาพระอาทิตย์ตกดินแล้ว
พวกล่าสัตว์บ่อยไป เจอแบบนั้นไม่มีอะไรดีกว่าหาที่นอน เอาที่ใกล้ต้นไม้ใบหนาๆ เพราะกลางคืนยิ่งเดินก็ยิ่งหลง นอนจนกว่าพระจันทร์จะขึ้นหรือรุ่งเช้าคอยสังเกตทิศตะวันออก แล้วนึกให้ดีว่าเต็นท์ของเราอยู่ทิศไหนแล้วเดินกลับไปทิศนั้นดีที่สุด

นอนกลางป่าคนเดียวนี่น่ากลัวตาย
เราควรมีไม้ขีดหรือไฟแช็กติดตัวไว้สําหรับก่อไฟ เพราะบางทีเวลานอนไม่มีไฟไม่มีอะไรเลยมันก็เหงาๆ อีกอย่างเวลาหลงเราก็มักจะลืมเสื้อหนาว ทางที่ดีเวลาจัดของใส่เป้ก็ควรมีเสื้อยืดไว้สักสองตัว ถ้าไม่มีก็อาศัยกองไฟที่ก่อขึ้นนี่แหละ มีไฟแล้วไม่ต้องกลัว เสือสางอะไรมันก็ต้องระวังตัวมันไว้ก่อนทั้งนั้น
ขึ้นชื่อว่าเสือสางใครก็กลัวละครับอาจารย์
เรื่องเสือนี่ โดยมากถ้ามันไม่เคยกินเนื้อคนแล้ว มันก็ไม่อยากกิน ถึงจะเห็นเรานอนอยู่มันก็ไม่กัดไม่กิน ก็รูปร่างอย่างนี้กลิ่นอย่างมันไม่เคยกินนี่
แต่ถ้าป่าไหนเคยมีเสือกินคนแล้ว แบบนั้นมันก็จะกินแต่คน ไม่กินสัตว์อื่นเลย นี่ต้องระวังอย่าไปหลงทาง แต่ในป่าที่มีเสือกินคนนี้ พอเราจะเข้าป่า ชาวบ้านหรือคนนําทางเขาก็ต้องบอกแล้วว่าป่านี้เสือกําลังดุ แล้วเจ้าเสือร้ายกินคน
ก็มักมีสมญา ไอ้เต ไอ้ขอด ไอ้แหว่ง ถ้ามีเสือสมญาอย่างนั้นเราต้องระวังอย่าไปเที่ยวป่าคนสองคน ไปที่หลายๆ คน
มันก็ไม่กล้า
เข็มทิศจะช่วยได้มากไหมครับเวลาหลง
แน่นอน ถ้าไม่มีคนนําทางแล้ว เราก็มักจะต้องมีเข็มทิศเสมอ และตัวเรานั้นต้องมีแผนที่ในจิตใจของเราด้วยอย่างด่วน สัตว์ไปทิศไหน น้ำไปทางไหน บางคนพอเดินหลงยิ่งตกใจ เดินบุ่มๆ บ่ามๆ ยิ่งหลงกันใหญ่ ถ้าไม่แน่ใจละก็ นอนเสียเลยดีกว่า เช้าค่อยว่ากันใหม่ มีเข็มทิศก็ยิ่งดี แต่ถ้าไม่มีก็ต้องมีเข็มทิศในใจ
อาจารย์เคยหลงป่าถึงกับอดข้าวไหม
เคย ทําไมจะไม่เคย ก็ได้แต่หาแย้ หาปลาหาเต่ากินเท่านั้นเอง พวกใบไม้ ผักหญ้าไม่กล้ากิน เดี๋ยวไปถูกอะไรเข้า เมาไปจะลําบาก แต่เรื่องหาของกินในป่ายิ่งสมัยนี้แล้ว อย่าไปหวังอะไรให้มากเลย ทางที่ดีก็คือควรมีอะไรติดเป้ไว้บ้าง อย่างพวกบะหมี่แห้งอะไรเทือกนั้น ติดตัวไว้สองสามห่อไม่หนักหนาอะไร เตรียมเสบียงเผื่อหลงไว้ดีที่สุด
จากประสบการณ์ที่ผ่านมา อาจารย์ว่าป่าแถบไหนของประเทศที่สมบูรณ์ที่สุด
เมื่อก่อนสมัยสงครามสัก ๒๕ ปี ทางอีสานดูจะดีที่สุด ทางทิศเหนือทิศใต้ของถนนมิตรภาพเดินออกไปสัก ๒-๓ ชั่วโมงก็เห็นสัตว์แล้ว ยิ่งห่างไปวันสองวันยิ่งเจอมากขึ้น อย่างเช่นที่ทุ่งจำปา อยู่ทางทิศเหนือของปากช่อง
เดินไปราววันสองวันก็ถึงทุ่งจําปา เป็นป่าระหว่างปากช่อง ชัยภูมิ โคราช สัตว์ชุม จริงๆ ถ้าคนไม่เคยป่าละก็น่ากลัวจริงๆ เดี๋ยวก็ได้ยินเสียงข้างร้อง เดี๋ยวกระทิงร้อง เดี๋ยวนี้ไม่มีอะไรเหลือ นิดเดียวก็ไม่มีเหลือ
คงไปถึงแถวป่าภูเขียว
นั่นแหละ ก็เหนือขึ้นไปก็ถึงภูเขียว เอาแค่เหวตาบัว เหวคลองใหญ่นิดเดียวเท่านั้น ช้างมีอึดตะบือ เคยวิ่งฝ่าคณะผมที ๓๐-๔๐ ตัว พวกเราก็วิ่งแอบต้นไม้ มันตกใจมานะ พอช้างไปสักครู่ก็ได้ยินเสียงพวกนั่งเกวียนร้องเพลงมาดังลั่น
ก็ถามไปว่าร้องทําไม สัตว์ตื่นหมด เขาก็ว่ากลัวช้าง ร้องให้เสียงไว้มันจะได้หนีไปทางอื่น ฝูงนั้นหลายสิบทีเดียวคุณ
ช้างป่าหรือครับอาจารย์
ช้างป่าแท้ๆ เมื่อก่อนมีช้างป่าขึ้นมาจากเขมร เข้าทางเขาใหญ่ ข้ามถนนมิตรภาพแล้วก็ไปทางภูเขียว เป็นการอพยพประจําปีของมัน
ทางป่าแถบตะวันตกก็มีฝูงช้างฝูงกระทิงอพยพย้ายถิ่นประจําปี ขึ้นลงจากพม่าผ่านเมืองกาญจน์เข้ามาถึงเขตนครสวรรค์ หน้าฝนนี่หลบฝูงช้างไม่ไหว เลยเคยประหลาดใจว่าพอหน้าฝนทั้งช้าง ทั้งกระทิงมากจริงๆ
พอถึงหน้าแล้งเท่านั้น หายไปไหนเกือบหมด ก็เป็นว่าทางพม่าฝนมันโชกเกินไป ก็หนีฝนเข้าไทย พอฝนหายก็กลับเข้าพม่าใหม่
แต่เดี๋ยวนี้สภาพแวดล้อมมันผิดไป หน้าฝนก็หน้าฝนเถอะ มีหลงเหลือลงมาน้อยเต็มที
ไม่น่าเชื่อเลยว่าเวลาที่ผ่านมา ๒๐-๒๕ ปีมานี้เมืองไทยเราสามารถฆ่าหรือทําลายอะไรได้เกือบหมด
มันเป็นท้ายบทที่ค่อนข้างเศร้า แต่นั่นแหละ ท่ามกลางสิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่นี้ ก็มีอยู่แต่ว่าเราจะช่วยกันรักษาไว้ได้ อย่างไร แล้วคุณเองจะเดินทางไปพร้อมกับความเป็นนักล่าหรือไม่หนอ?

